ที่เที่ยวในญี่ปุ่น

วางแผนเปรี้ยว เที่ยวญี่ปุ่นใน 10 วัน…

วางแผนเปรี้ยว เที่ยวญี่ปุ่นใน 10 วัน…

“เมื่อไหร่โควิดจะหายไปสักทีนะ” เสียงบ่นจากเพื่อนสนิทที่นัดมาเจอกันที่ร้านหมูกะทะแถวห้วยขวาง หลังจากที่คุยๆกันเรื่องปัญหาบ้านเมือง ไล่ยาวจนมาจบที่สถานการณ์โรคระบาดที่สร้างปัญหาให้คนทั้งโลก โดยเฉพาะเพื่อนสาวนักท่องจักรวาลของเราที่ตามปกติในช่วงเวลานี้เกือบทุกปี นางจะต้องไปตะลอนตามต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว แต่ปีนี้กลับต้องมานั่งย่างหมูกะทะท่ามกลางอากาศอบอุ่นชุ่มเหงื่อกลางเดือนพฤศจิกายนอันเป็นฤดูหนาวของประเทศไทย ในระหว่างที่รอให้หมูสามชั้นเกรียมกรอบจนได้ที่ เรากับเพื่อนเลยมานั่งคุยกันเล่นๆว่า ถ้าเรามีเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกครั้งสัก 10 วัน เราจะไปเที่ยวที่ไหนกันบ้างดี แน่นอนว่าขาเที่ยวอย่างเราและเพื่อนสาวก็คิดทริปแผลงๆขึ้นมา ก่อนจะนึกได้ว่า เราน่าจะลองเขียนบทความเที่ยวญี่ปุ่นใน 10 วัน ฉบับง่ายๆเน้นสนุกสะดวกสบาย ไม่หวือหวาแต่ไม่น่าเบื่อ

เป็นทริปที่วางแผนเตรียมตัวกันอย่างดีแต่เน้นความคุ้มค่าและควบคุมงบประมาณ เป็นทริปที่อาจเป็นประโยชน์และเหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการเดินทางไปเองโดยไม่อิงกับบริษัททัวร์ ไม่ว่าจะเป็นการไปญี่ปุ่นครั้งแรกหรือครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ตาม ซึ่งนั่นเป็นที่มาที่ทำให้เรารวบรวมข้อมูลหลายๆอย่างมาประกอบกัน จนเกิดเป็นบทความนี้ขึ้นมา

——————– ♦ ——————–

เนื่องจากบทความนี้จะพูดถึงการท่องเที่ยวญี่ปุ่นใน 10 วัน ที่มีการวางแผนเตรียมการเป็นอย่างดีหรือดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ (วางแผนดีไม่ได้แปลว่าต้องจ่ายแพงนะตัวเธอ) ดังนั้นเราจะพยายามไม่กล่าวถึงวิถีการเดินทางแบบขาลุยในสไตล์ Backpacker ที่บางครั้งอาจออกนอกลู่นอกทาง (ในแง่การผจญภัย) ไปบ้างนั่นเอง ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื้อหาทั้งหมดในบทความเป็นเพียงไกด์ไลน์เท่านั้น ผู้เดินทางสามารถดัดแปลงให้ยืดหยุ่นเหมาะสมกับความสะดวกทั้งกายและใจของแต่ละคนได้นะจ๊ะ

ข้อควรรู้ก่อนเดินทาง

- ช่วงเวลาที่ควรไป: จริงอยู่ว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีสเน่ห์น่าเที่ยวทุกฤดูกาลตลอดทั้งปี แต่ข้อจำกัดส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับเราเองนี่แหละ เช่น บางคนอาจจะต้องสะสมวันลาพักร้อน บางคนอาจรอโบนัสประจำปี ฯลฯ ดังนั้นเพื่อให้ทริปนี้เป็นไปอย่างคุ้มค่า เราแนะนำว่าควรเลือกช่วงเวลาพีคที่สุดสำหรับการท่องเที่ยวในญี่ปุ่น เช่น ชมดอกซากุระเดือนเมษายน หรือ ดูใบไม้เปลี่ยนสีในเดือนพฤศจิกายน เป็นต้น

- ตั๋วเครื่องบิน: สามารถจองตั๋วเครื่องบินตามช่วงเวลาที่เราวางแผนเอาไว้ สามารถเลือกเดินทางได้ทั้งแบบบินตรงและต่อเครื่อง อย่าลืมเช็คเวลาที่เครื่องลงจอดที่ญี่ปุ่น ซึ่งเราแนะนำให้เลือกเวลาที่ระบบขนส่งสาธารณะที่ญี่ปุ่น เช่น รถไฟ รถบัส ฯลฯ ยังเปิดให้บริการ เพื่อความสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะหากว่าคุณไปถึงนอกเหนือเวลาเหล่านั้น อาจต้องใช้บริการแท็กซี่ซึ่งมีราคาสูงขึ้น

- ค่าที่พัก: แนะนำให้พักในโซนที่ใกล้กับระบบขนส่งสาธารณะ หรือหากเป็นที่พักในชานเมืองหรือชนบท ก็ต้องเช็คเรื่องรถรับส่งกับทางที่พักให้ดี เพื่อตัดปัญหาเรื่องหลงทางที่จะทำให้คุณเสียเวลาจนพาลเสียอารมณ์ไปด้วย (แต่การหลงทางในบางครั้งก็ให้ประสบการณ์ที่ล้ำค่าได้บ้างเหมือนกัน)

- ค่าใช้จ่าย: อย่างที่บอกว่า การวางแผนที่ดีไม่ได้แปลว่าจะต้องจ่ายเฉพาะของแพงๆ แต่แปลว่าเราสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายให้เข้ากับสถานการณ์ได้แบบเผื่อเหลือเผื่อขาดต่างหาก ซึ่งค่าใช้จ่ายสำหรับทริป 10 วันในญี่ปุ่น (ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินและที่พัก) จะตกอยู่ประมาณคนละ 15,000 – 50,000 บาทต่อคน แล้วแต่ความหรูหราฟู่ฟ่าส่วนบุคคล ซึ่งอาจจะมากหรือน้อยกว่านั้นนิดหน่อย และ **อย่าลืม** แลกเงินเยนและเงินดอลล่าร์เอาไว้ก่อนเดินทางด้วยนะ อันนี้สำคัญมาก

- การเดินทางภายในญี่ปุ่น: ตั๋วรถไฟแบบเหมา เช่น JR Pass (สำหรับเดินทางได้ทั่วประเทศ) หรือ Kansai Thru Pass (สำหรับเดินทางในแถบคันไซ ครอบคลุมทั้งรถไฟและรถประจำทาง) ฯลฯ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา เพราะนอกจากจะสะดวกสบายไม่ต้องไปต่อคิวซื้อตั๋วเที่ยวต่อเที่ยว ยังทำให้เราอุ่นใจได้ว่าอย่างน้อยเราก็มีตั๋วเดินทางอยู่ในมือ นอกจากนั้นยังมีส่วนลดร้านค้ามากมาย ดังนั้น บัตรโดยสารรถไฟแบบเหมาจึงเป็นไอเท่มที่เราต้องมีและห้ามลืมเด็ดขาด!

ค้นหาตั๋ว JR Pass ราคาถูกใน Klook

 

- การสื่อสาร: โทรศัพท์และ Internet เป็นสิ่งที่เราขาดไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะนี่คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้การเดินทางของเราเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย โดยนักท่องเที่ยวควรมี Pocket Wi-fi หรือ ซิมการ์ด ที่ใช้งานได้เตรียมไปด้วย หรือหากลืมพกไปจริงๆ ก็สามารถหาซื้อซิมการ์ดได้ที่สนามบินหรือตามร้านให้บริการสัญญาณในเมืองต่างๆได้เช่นกัน

ค้นหา Pocket Wi-fi ราคาถูกใน Klook

 

Wifi ญี่ปุ่น
ควรเช่า Pocket Wifi ไปใช้ในเที่ยวญี่ปุ่นไปดีไหม?ทุกวันนี้มือถือและอินเตอร์เน็ทถือว่าเป็นปัจจัยที่ 6 สำหรับการดำเนินช...

- ข้อห้ามและข้อควรระวังต่างๆ: ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีระเบียบวินัยอย่างมาก ดังนั้น การเรียนรู้ว่าอะไรเหมาะสม ควรทำหรือไม่ควรทำเมื่อใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น จึงเป็นสิ่งที่เราต้องศึกษาไว้บ้าง เช่น ธรรมเนียมการปฎิบัติเมื่อแช่ออนเซ็น, ธรรมเนียมการเข้าแถวรอรถไฟฟ้า, ข้อปฏิบัติในการเข้าแต่ละพื้นที่ เป็นต้น

++++++++ ♦ +++++++

วางแผนเที่ยว 10 วันในญี่ปุ่น

เมื่อศึกษาข้อควรรู้ต่างๆจนเข้าใจในระดับหนึ่งแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะมาออกแบบการท่องเที่ยวในทริป 10 วันของเรากันเสียที ซึ่งข้อมูลนี้ ทางผู้เขียนตั้งใจศึกษามาทั้งจากการสืบค้นในอินเตอร์เน็ต จากประสบการณ์ของตัวเอง รวมทั้งจากประสบการณ์ของเพื่อนผู้ชีพจรลงเท้าที่นางอุตส่าห์เอามาแชร์ในวันที่เราไปนั่งกินหมูกะทะด้วยกัน รวมทั้งจากแหล่งอื่นๆอีกมากมาย อย่างไรก็ตาม การดีไซน์ทริปของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน โดยเฉพาะกับคนที่เดินทางมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำย่อมมีทิปดีๆมากมาย แต่เอาเป็นว่าในบทความนี้ จะเป็นทริป 10 วัน ที่อาจจะดูเบสิค อาจจะซ้ำกับคนอื่นบ้าง แต่ก็สนุกและคุ้มค่าเหมาะสำหรับทุกคนที่สุดแล้วจริงๆ;

---------- • ----------

DAY 1: เดินทางถึงโตเกียว!

YOKOSO! ยินดีต้อนรับสู่ญี่ปุ่น! วันแรกของการก้าวเท้าย่ำกรุงโตเกียว ขอให้วันนี้เป็นวันแห่งการฟื้นฟูร่างกายหลังจากการเดินทางอันยาวนานจนหลังขดหลังแข็งบนเครื่องบินอยู่หลายชั่วโมง หลังจากแช่น้ำอุ่นในอ่างแล้วนอนพักจนเรี่ยวแรงกลับมา คุณอาจจะลองเดินสำรวจเมือง เช็คดูสถานที่ต่างๆทั้ง ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ สถานีรถไฟ-รถโดยสาร หรือตลาดในละแวกที่พักให้รู้สึกคุ้นเคย ค่ำๆก็เดินหรือนั่งรถไฟไปสถานีใกล้ๆหาอะไรอร่อยๆกินกัน แบบเน้นความสะดวกสบายและใกล้ที่พักเป็นหลัก ก่อนที่วันพรุ่งนี้จะลุยเที่ยวกันแบบเต็มสตรีม

จุดไฮไลท์: วันพักผ่อนเบาๆ ก่อนเข้าสู่โหมดผจญภัยในวันพรุ่งนี้

การเดินทาง: ขึ้นอยู่กับที่พักที่จองไว้

---------- • ----------

DAY 2: เช็คอิน Asakusa แล้วอย่าลืมแวะไปเช็คอินอดีตแลนด์มาร์คอย่าง Tokyo Tower ด้วย

วันแรกของการตะลอนทัวร์! เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามุ่งหน้าไปยังแลนด์มาร์คอีกแห่งหนึ่งของโตเกียวในย่าน Asakusa โดยนั่งรถไฟไปลงที่สถานี Asakusa ย่านท่องเที่ยวยอดนิยมที่ยังคงรักษาบรรยากาศแบบดั้งเดิมของโตเกียวไว้ได้อย่างดี ซึ่งนอกจากวัดเซ็นโซจิและตึกสกายทรีแล้ว ย่านนี้ยังมีร้านรวงมากมายให้ได้แวะช้อปชิมกันอย่างเพลิดเพลิน ทั้งร้านค้างานฝีมือ แผงสตรีทฟู้ด ไปจนถึงร้านขายอิซากายะ และร้านอาหารอร่อยๆริมน้ำมากมาย พักทานข้าวทานน้ำกันหน่อยแล้วค่อยนั่งรถไฟไปลงสถานี Nippori เดินทอดน่องลุยเมืองเก่า Yanaka และ Nezu ที่เหมือนพาคุณย้อนกลับไปในยุคเอโดะแต่ยังมีความร่วมสมัย หรือคุณจะหอบท้องว่างๆมาหาร้านนั่งกินข้าวในย่านนี้ก็ได้ รับรองว่าได้บรรยากาศที่ยอดเยี่ยมแน่นอน ก่อนที่ตกเย็นจะนั่งรถไฟไปลงสถานี Akabanebashi จากนั้นเดินต่อประมาณ 5 นาที เพื่อไปเช็คอินและชมวิวของอ่าวโตเกียวจากมุมสูง ณ แลนด์มาร์คอันดับหนึ่งตลอดกาลอย่าง Tokyo Tower ดินเนอร์คืนนี้ คุณอาจจะหาร้านปิ้งย่างหรือร้านอาหารญี่ปุ่นนั่งทานสวยๆใกล้ๆ Tokyo Tower หรือนั่งรถไฟกลับมาแถว Asakusa ก็ได้ หรือถ้าไม่อะไรมากมาย คุณอาจจะลงเอยกับของกินอร่อยๆจากร้านสะดวกซื้อใกล้ที่พัก ที่รับรองว่าจะยังไงกฌไม่ใช่อาหารสิ้นคิดอย่างแน่นอน

จุดไฮไลท์: วัดเซ็นโซจิ และ โตเกียว สกาย ทรี

การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Yamanote ไปลงสถานี Ueno จากนั้นขึ้นรถ Tokyo Metro Ginza Line ไปลงที่ Asakusa

เดินกินของอร่อยที่อาซากุสะกัน! - eat! eat! eat! at Asakusa 555พูดถึงอาซากุสะ หลายคนคงนึกถึงวัดเซ็นโซจิหรือวัดอาซากุสะแล้วก็ประตูคา...

---------- • ----------

DAY 3: ปลดปล่อยความเป็นแฟชั่นนิสต้าที่ย่าน Ginza, Shibuya และ Harajuku

ขอให้วันนี้เป็นวันที่อากาศเย็นสบายกำลังดี ไม่มีฝน ไม่มีฝุ่น เพราะนี่คือวันที่เราจะมาปลดปล่อยความเป็นแฟชั่นนิสต้า ตะลุยย่านแห่งสตรีทอาร์ทและแฟชั่นหลากสีสันประจำกรุงโตเกียว! เริ่มต้นด้วยการนั่งรถไฟไปลงที่สถานี Shibuya หรือ Meiji-Jingu (Harajuku) ก่อนอื่นเราไปถ่ายรูปเช็คอินกับรูปปั้นน้อง “ฮาจิโกะ” ผู้ซื่อสัตย์กันหน่อยนะ ไม่งั้นใครเค้าจะหาว่ามาไม่ถึง! แล้วมุ่งหน้าเดินลงไปแจมความวุ่นวายกลางห้าแยกชิบูย่า (Shibuya Crossing) จากนั้นไปตะลอนช้อปปิ้งบนถนนสายแฟชั่นลากยาวกันทั้งวันแบบไม่ต้องสนใจใคร เริ่มเหนื่อยลองนั่งรถไฟไปหาของกินที่ตลาดปลา Tsukishijo ที่รับรองว่าคุณจะได้ลิ้มรสชาติปลาดิบเนื้อสดๆหวานๆแบบฉบับของญี่ปุ่นแท้ๆที่ไม่ซ้ำใครจากนั้นกลับไปสัมผัสโลกแห่งแฟชั่นกันต่อที่ย่าน Ginza ที่มีร้าน Uniqlo Ginza ชื่อดังที่นักท่องเที่ยวชาวไทยมักจะแวะช้อปเสื้อผ้าที่หาไม่ได้ในสาขาประเทศไทย จริงๆแล้ว หลายที่ในย่านนี้ค่อนข้างมีชื่อเสียงและเหมาะเป็นแบ็คกราวน์ถ่ายรูปได้แบบไม่จำเจเลยทีเดียว เช่น ประตูทางเข้าที่มีไฟสีแดงที่คาบูกิโจ และ หัวก๊อดซิลล่าบริเวณโรงแรม Gracery ที่โผล่มาเหมือนในหนัง …แต่ยังไงซะที่เด็ดสุดก็คงไม่พ้นห้าแยกชิบูย่าอยู่ดี โดยเฉพาะในตอนค่ำๆที่ภาพผู้คนนับพันกับแสงไฟทั้งไฟจราจรและสีสันจากตึกโดยรอบ ยิ่งทำให้เป็นความวุ่นวายที่งดงาม ก่อนนั่งรถไฟกลับที่พัก ห้ามพลาดแวะไปชิมอาหารกลางบรรยากาศของญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ “ตรอกโอโมอิเดะ โยโกโฉะ” หรือ “Memory Lane” ตรอกเล็กๆแต่มีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งร้านส่วนใหญ่ในตรอกนี้เป็นร้านดื่มกินและอาหารแบบอิซากายะ ประดับด้วยโคมไฟเล็กๆ ซึ่งแต่ละร้านมีที่นั่งไม่เกิน 10 ที่ ให้ความรู้สึกอบอุ่นและดั้งเดิมสมกับชื่อตรอกแห่งความทรงจำ

จุดไฮไลท์: ถนนสายแฟชั่นและสตรีทอาร์ท ความวุ่นวายที่งดงามที่ Shibuya Crossing

การเดินทาง:  นั่งรถไฟสาย Yamanote, Ginza, Hanzomon และ Fukutoshin ไปลงที่สถานี Shibuya, Shinjuku, Harajuku และ Tsukushijo

渋谷
ชิบุยะแหล่งช้อปปิ้งแฟชั่นยอดฮิตกับช้อปปิ้งมอลล์ 10 อันดับ สินค้าแบรนด์เนมเพียบ!สวัสดีค่า คราวนี้เราจะมาแนะนำแหล่งช้อปปิ้งแฟชั่นยอดฮิต อย่างย่านชิบุ...
ที่เที่ยวสุดเก๋ที่ลึกแต่ไม่ลับในโตเกียว “โตเกียว” ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมและเทคโนโลยี เม...

---------- • ----------

DAY 4: เที่ยวแบบเช้าไป-เย็นกลับ ที่ Nikko หรือ Kamakura

หลังจากตะลอนโตเกียวกันแบบจัดหนักมา 3 วันเต็มๆแล้ว วันนี้เราจะออกไปเที่ยวนอกเมืองแบบเช้าไปเย็นกลับ ซึ่งเรามีออปชั่นที่น่าสนใจให้เลือกอยู่ 2 แห่ง คือ;

• Option 1: Nikko “นิกโก้” เมืองท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดโทชิกิ (Tochigi) ใช้เวลาเดินทางจากโตเกียวไม่เกิน 2 ชั่วโมงครึ่ง มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย เช่น ศาลเจ้าโทโชกู (Nikko Toshogu Shrine), ศาลเจ้าฟุตาระซัง (Nikko Futarasan-jinja) ซึ่งเป็นมรดกโลก และทะเลสาบชูเซ็นจิ (Lake Chuzenji) ซึ่งเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ฯลฯ ในเรื่องอาหารการกิน ที่นิกโก้ก็มีอาหารประจำถิ่นชวนลิ้มลอง เช่น ฟองเต้าหู้ ผลิตโดยโรงงานของนิกโก้ยูบะ หรือจะเป็นนทสดจากฟาร์มโอซาสะ (Ozasa Farm) เป็นต้น นอกจากนั้น นิกโก้ ยังมีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องของบ่อออนเซ็นและที่พักแบบเรียวกัง แต่ในทริปนี้เราไม่ได้พักค้างคืนที่นี่ ดังนั้น การแวะมาแช่บ่อน้ำพุร้อนจึงเป็นออปชั่นหลัก ซึ่งบ่อน้ำพุร้อนชื่อดังก็มีอยู่หลายแห่ง ที่โดดเด่นที่สุด ได้แก่ Nikko Yumoto Onzen ออนเซ็นอันเงียบสงบรายล้อมด้วยธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยงาม เป็นต้น

การเดินทาง: นั่งรถไฟ Tobu Nikko Line Limited Express Kegon จากสถานี Asakusa ในโตเกียว ไปถึงนิกโก้โดยตรงที่สถานี Tobu Nikko ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 50 นาที ค่าโดยสารประมาณ 2,700 เยน

Nikko Thumb Image
เที่ยวนิกโก้ (Nikko City): เมืองท่องเที่ยวยอดฮิตใกล้โตเกียว นิกโก้ (Nikko) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในจังหวัดโทชิงิ ภูมิภาคคันโตเป็น...

• Option 2: Kamakura “คามาคุระ” เมืองเก่าในจังหวัดคานางาวะ อยู่ห่างจากโตเกียวเพียง 1 ชั่วโมง มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ทั้งวัดวาอารามและศาลเจ้าหลายแห่ง อาคารบ้านเรือนเก่าแก่ และธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญเดินทางสะดวกสบาย โดยสามารถเดินทางจากโตเกียวในช่วงเช้า เมื่อถึงคามาคุระก็มุ่งหน้าสู่ศาลเจ้า Tsurugaoka Hachimangu จากนั้นนั่งรถบัสไปวัด Hokoku-ji แล้วแวะทานอาหารเที่ยงแถวสถานีคามาคุระ อิ่มหนำสำราญแล้วค่อยนั่งรถรางไปชมพระพุทธรูปไดบุตสึและวัดฮาเซเดระ แล้วแวะไปทานของว่างที่คาเฟ่ลอยฟ้า Itsuki Garden จากนั้นนั่งรถรางชมวิวสวยๆย่านสถานีคามาคุระ โคโคมาเอะ แล้วกลับมาช้อปปิ้งที่ถนนโคมาจิ ก่อนจะนั่งรถไฟกลับโตเกียว เป็นอันเสร็จสิ้นทริปเช้าไปเย็นกลับแบบเท่ๆและไม่เหนื่อยเกินไป

การเดินทาง: นั่งรถไฟ Yokosuka Line จากสถานีโตเกียว หรือชินางาวะ ตรงไปลงที่สถานีคามาคุระ ใช้เวลาประมาณ 50-57 นาที ค่าโดยสาร 720-920 เยน

---------- • ----------

DAY 5: สัมผัสธรรมชาติที่ Hakone ชมวิวฟูจิซัง

“ฮาโกเน่” ตั้งอยู่ห่างจากรุงโตเกียวเพียง 70 กิโลเมตร เป็นหนึ่งในเมืองที่เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์มากมาย โดยจุดหมายในการท่องเที่ยวฮาโกเน่ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Yunessun Onzen, Venetian Glass Museum, ล่องเรือโจรสลัด Hakone Sightseeing Cruise, ขึ้นกระเช้าชิมไข่ดำบนยอดภูเขาไฟด้วย Hakone Ropeway, เที่ยวพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง The Hakone Open-Air Museum, และช้อปปิ้งกระจายที่ Gotemba Premium Outlet นอกจากนั้น ที่ฮาโกเน่ยังมอบวิวภูเขาไฟฟูจิแสนสวยให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชม ซึ่งการท่องเที่ยวจากโตเกียวและฮาโกเน่นั้น สามารถทำได้ทั้งแบบเช้าไปเย็นกลับ หรือหากว่าคุณหลงใหลในธรรมชาติที่เมืองหลวงแทบไม่มีให้ จนอยากจะแอบอิงธรรมชาติด้วยการพักค้างคืนที่นี่ก็ทำได้เช่นกัน

การเดินทาง: นั่งรถไฟ Odakyu Line จากสถานี Shinjuku มาลงที่สถานี Odawara ใช้เวลาประมาณ 100 นาที จากนั้นเปลี่ยนไปนั่งรถไฟ Tozan Line ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ไปลงสถานี Hakone-Yumoto เป็นอันถึงที่หมาย

หน้าปก-2c99946e
ดื่มด่ำกับธรรมชาติสุดฟินในฮาโกเน่ง่ายๆด้วยบัตรใบเดียว สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านที่หลงใหลในการท่องเที่ยวเจแปน วันนี้เราจะพาท่าน...

---------- • ----------

DAY 6: มุ่งหน้าสู่คันไซ เช็คอินที่ Shinsaibashi

หลังจากที่วนเวียนอยู่ที่โตเกียวและปริมณฑลอยู่หลายวัน และแล้วก็ได้เวลาที่เราจะเดินทางให้ไกลขึ้นเพื่อไปเยือนภูมิภาคคันไซ หัวเมืองใหญ่ที่เป็นหมุดหมายหลักสำคัญอีกแห่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้โตเกียวเลยก็ว่าได้ ซึ่งในบทความนี้ เราจะเดินทางจากโตเกียวตรงไปยังโอซาก้า เมืองหลวงของคันไซ ซึ่งทำได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น รถไฟความเร็วสูง รถบัสโดยสาร หรือเครื่องบิน โดยในบทความนี้ขออนุญาตแนะนำให้ใช้รถไฟความเร็วสูง หรือ ชินคันเซ็น ที่แม้ราคาอาจจะสูงหน่อยแต่เป็นหนึ่งเรื่องความสะดวกรวดเร็ว ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดเวลา ยังช่วยลดความหงุดหงิดและเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางอีกด้วย ที่โอซาก้ามีแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังมากมาย โดยหลังจากเก็บของไว้ในห้องพักที่จองเอาไว้ เวลาที่เหลือของวัน คุณก็สามารถไปเยี่ยมชมความงามของปราสาทโอซาก้า จากนั้นแวะช้อปปิ้งที่ Tenjimbashi Suji Shopping Street ที่การันตีของดีราคาถูก และพอตกเย็นอย่าลืมนั่งรถไฟไปลงที่สถานี Namba แวะไปถ่ายรูปกับป้าย Glico ที่ย่าน Dotonburi และ Shinsaibashi ถนนคนเดินชื่อดังที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านค้า บาร์ และอื่นๆอีกมากมาย ให้คุณได้ตื่นตาตื่นใจและสร้างความเพลิดเพลินให้กับคุณในยามค่ำคืน

การเดินทาง: นั่งรถไฟชินคันเซ็นสาย Tokaido จากสถานีโตเกียว ไปลงที่สถานี Shin-Osaka

อาหารโอซาก้า
เที่ยวโอซาก้า ห้ามพลาดกินอาหารร้านไหนนะ ? โอซาก้า เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้นๆของทั้งชาวญี่ปุ่นเองหร...

---------- • ----------

DAY 7: เดินลัดเลาะสำรวจเมืองเก่าที่เกียวโต

เมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงทั่วโลกในเรื่องวัดวาอารามและศาลเจ้า เป็นศูนย์กลางการปกครองและแหล่งวัฒนธรรมอันรุ่งเรืองมานานนับศตวรรษ เป็นเมืองเก่าที่เพียงแค่คุณก้าวเท้าเข้ามาไม่นานก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศของแดนซามูไรยุคดั้งเดิมได้อย่างไม่รู้ตัว วันนี้เราจะย้ายจากโอซาก้ามาปักหลักที่เกียวโต จากนั้นจะใช้เวลาทั้งวันเพื่อเดินทอดน่องลัดเลาะสำรวจเมืองเก่าที่มีมนต์ขลังแห่งนี้โดยไม่สนใจเข็มนาฬิกา ไม่ต้องรีบเร่งตัวเอง ไม่ต้องตั้งเป้าว่าต้องไปให้ครบทุกที่ ปล่อยใจให้สบายแล้วออกเดินไปด้วยกัน ไปได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น เพราะสิ่งสำคัญคือความสุนทรีย์ที่เกิดขึ้นในใจของเรา ทั้งจากภาพที่ได้เห็นเมื่อมาถึงปราสาทนิโจและวัดคิโยมิสึ (วัดน้ำใส) ที่จับใจคนทั้งโลกจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการมาแล้ว หรือเพิ่มความตื่นตาตื่นใจด้วยการแวะชมวังทองที่คินคาคุจิ แล้วเยี่ยมเสาโทริอิสีแดงนับพันที่เรียงรายตามขั้นบันไดที่ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ คุณอาจจะได้พบกับ “ไมโกะ” และ “เกอิชา” ศิลปินนักร่ายรำสาวสวยในชุดกิโมโนแขนยาวเดินอยู่ในย่านกิออน ระหว่างที่คุณกำลังเดินกลับมาสำรวจตัวเมืองที่มีกลิ่นอายของศตวรรษที่ 19 และลองแวะชมผ้าทอพื้นเมืองสีสันสดใส “นิชิจิน-โอริ” ที่นิชิจิน เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ก็อย่าลืมแวะชิมอาหารอร่อยๆที่มีขายอยู่ทั่วเมือง ทั้งอาหารชุดญี่ปุ่นที่เสิร์ฟเมนูตามฤดูกาล ราเม็งเส้นเหนียวนุ่ม ลูกเกาลัดคั่ว ทาโกะยากิรสแซ่บ และอื่นๆอีกมากมาย

การเดินทาง: จากโอซาก้า นั่งรถไฟชินคันเซ็น สาย Tokaido มาลงที่สถานีเกียวโต ใช้เวลาประมาณ 28 นาที

เที่ยวด้วย Sky Hop Bus 1 วันใน Kyoto หนึ่งในเมืองมรดกโลกที่ต้องไปเที่ยวให้ได้สักครั้งในประเทศญี่ปุ่นนั้น...

---------- • ----------

DAY 8: สูดอากาศบริสุทธิ์ที่ Arashiyama

“อาราชิยามะ” หนึ่งในย่านท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเกียวโต ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้และแม่น้ำสูงมาก เป็นหนึ่งในจุดชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายและแต่ละที่ซึ่งอยู่ห่างกันหลายร้อยเมตรมักต้องใช้วิธีเดินไป (ปั่นจักรยานได้ถ้าคนไม่เยอะ) การท่องเที่ยวที่อาราชิยามะ จะเริ่มจากนั่งรถไฟมาลงที่สถานี JR Saga-Arashiyama เพื่อเดินชมป่าไผ่อันโด่งดังจากนั้นเข้าวัดเทนริวจิเพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วเดินเลียบริมแม่น้ำมุ่งหน้าไปที่สะพานโทเง็ตสึเคียวเพื่อชมวิวและถ่ายรูปเป็นที่ระลึก หากคุณเดินทางมาเที่ยวในช่วงดอกซากุระบานหรือฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้กำลังเปลี่ยนสี ห้ามพลาดการนั่งรถไฟสายโรแมนติก Saga Scenic Railway เพื่อชมความงดงามของหมู่มวลพฤกษาที่แข่งกันสร้างสีสันตระการตาดึงดูดผู้คนมากมาย

การเดินทาง: จากเกียวโต นั่งรถไฟมาลงที่สถานี JR Saga-Arashiyama

DSCF1184 sq
Autumn in Kyoto ตอน Arashiyama และ ทุ่งนาญี่ปุ่นชานเมืองริมทางรถไฟสวัสดีค่ะ วันนี้เราจะพาทุกคนไปชมบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วง ความงามธรรมชาติ...

---------- • ----------

DAY 9: ย้อนคืนโตเกียว เที่ยววัดเที่ยวสวนให้อิ่มใจ

เข้าสู่ช่วงท้ายของวันเวลาแห่งความสุขแล้วสินะ วันนี้เราจะเดินทางกลับจากเมืองเก่าเกียวโต มุ่งหน้าหวนคืนสู่เมืองหลวงในปัจจุบันอย่างโตเกียว โดยในวันนี้เรามี 2 ออปชั่นให้เพื่อนๆได้เลือก คือ 1.เที่ยววัดเที่ยวสวน หรือ 2. เที่ยวดิสนีย์แลนด์;

• Option 1: เที่ยววัดเที่ยวสวนให้อิ่มใจ หลังจากที่วันแรกๆเราเดิน (และนั่งรถไฟ) เที่ยวแหล่งแฟชั่นและสตรีทอาร์ทกันจนเหนื่อยอ่อน จนลืมไปว่าที่โตเกียวเอง แม้จะเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ยังมีร่องรอยแห่งอารยธรรมที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและศาสนาอยู่มากมาย วันนี้เราจะมาเที่ยววัดเที่ยวสวนเพื่อเก็บเกี่ยวความสงบที่ชวนอิ่มเอมใจ โดยจะเริ่มจากนั่งรถไฟไปลงที่สถานี Meiji-Jingu หรือ Harajuku เพื่อเข้าไปสักการะขอพรที่ศาลเจ้าเมจิจิงงู ซึ่งมีประตูโทริอิขนาดใหญ่เป็นไฮไลท์สำคัญ จากนั้นอาจจะเดินไปอีกหน่อยเพื่อพักผ่อนหย่อนใจในสวนโยโยงิ (Yoyogi Park) จากนั้นเดินมานั่งรถไฟไปลงสถานีโตเกียว ทางออก Marunouchi Central เพื่อแวะเที่ยวที่พระราชวังโตเกียวอิมพีเรียล ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ที่พระราชวังจะมีจุดถ่ายรูปตรงสะพาน Nijubashi และสะพาน Meganebashi (สะพานแว่นตา) และจากนั้นเราจะนั่งรถไฟไปลงที่สถานี Ueno เพื่อเดินเที่ยวแบบชิลๆที่สถานที่สุดท้ายของวันเบาๆที่สวนอุเอะโนะ (Ueno Park) สวนสาธารณะขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโตเกียว

• Option 2: Tokyo Disney Land และ Disney Sea เถอะว่าเพียงแค่คุณได้ย่างเท้าเข้าไปในดิสนีย์แลนด์ ความเป็นเด็กที่ซ่อนอยู่ข้างในจะถูกปลุกออกมาได้เสมอไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม ซึ่งที่ “โตเกียวดิสนีย์แลนด์” จะมีเครื่องเล่นตามแบบของสวนสนุกที่สร้างขึ้นตอบสนองผู้เล่นภายใต้ธีมหลักของค่ายการ์ตูนดิสนีย์ทั้งหมด 7 ธีม มีเครื่องเล่นมากมายให้คุณได้เล่นสนุกได้ทั้งวันตราบเท่าที่คุณมีแรงเหลือพอจะเล่น แต่ที่เป็นไฮไลท์ซึ่งไม่ควรพลาดก็คือ ขบวนพาเหรดของเหล่าตัวละครจากเทพนิยายเรื่องโปรดของคุณ ซึ่งจะมีให้ชมวันละ 2 รอบด้วยกัน “โตเกียวดิสนีย์ซี” เป็นส่วนต่อขยายของ “โตเกียวดิสนีย์แลนด์” ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นน้ำ ได้แรงบันดาลใจจากเทพนิยายและตำนานแห่งท้องทะเล ผสมผสานความตื่นเต้นท้าทายและความโรแมนติกเหนือจินตนาการอันไร้ที่สิ้นสุด ซึ่งการเดินทางมายัง “โตเกียวดิสนีย์แลนด์” และ “โตเกียวดิสนีย์ซี” สามารถเดินทางโดยใช้รถไฟ JR Keiyo Line มาลงที่สถานี JR Maihama จากนั้นเดินต่อประมาณ 5 นาที

---------- • ----------

DAY 10: แวะช้อปปิ้งวันสุดท้าย ก่อนบ๊ายบาย Japan

และแล้ววันนี้ก็มาถึง ทำไมช่วงเวลาแห่งความสุขถึงผ่านไปรวดเร็วจังเลยนะ ในวันสุดท้ายของการใช้ชีวิตในญี่ปุ่น คุณอาจจะไม่ต้องทำอะไรมาก นอกจากเดินเล่นชิลๆแล้วแวะถ่ายรูปตามคาเฟ่หรือร้านอาหาร หรืออาจจะแอบแว่บไปช้อปปิ้งหาเสื้อผ้าหรือของฝากตามห้างสรรพสินค้าหรือย่านช้อปปิ้ง เช่น ชินจูกุ หรือ ฮาราจูกุ อีกรอบแบบสั้นๆก็ได้ สิ่งสำคัญคือห้ามช้อปจนเพลินเกินโควต้า ห้ามหลงทาง และต้องกะเวลาให้พอดี เพราะวันนี้คุณต้องเตรียมตัวออกเดินทางกลับเมืองไทยแล้วนะ และแล้วในที่สุดก็ถึงเวลากล่าวคำว่า Sayonara บ๊ายบายนะจ๊ะ Japan แล้วเราจะกลับมาหาเธออีกแน่นอน จุ๊บๆ

++++++++++ END ++++++++++

By Pok Safin

ข้อมูลในหน้านี้อาจมีข้อมูลในวันที่เผยแพร่ แม้ว่าเราจะพยายามอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่อง แต่โปรดทราบว่าข้อมูลบางอย่างอาจไม่ได้รับการอัปเดต
RELATED POST
หน้าปก-c3efec1d
ที่เที่ยวในญี่ปุ่น

สักครั้งในชีวิต(ก็ไม่พอ)..ชมซากุระบนยอดเขาในจ.ฮิโรชิม่า..

เมื่อฤดูกาลแห่งใบไม้ผลิมาเยือน ภาพของซากุระสีชมพูอ่อนหวานที่อยู่ในควา … 23/03/2026
คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ
111-1
ที่เที่ยวในญี่ปุ่น

Art Aquarium Nihonbashi สายอาร์ทกับสายน้ำและเหล่าปลา

ศิลปะแนวใหม่ที่ผสมผสานแสงไฟ และสิ่งมีชีวิตผลิ้วไหวสวยงามอย่างปลาทองหลา … 19/11/2021
คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ
ที่เที่ยวในญี่ปุ่น

แนะนำเมืองออนเซ็นประจำภูมิภาคคันไซ กับอาริมะออนเซ็นและคิโนะซากิออนเซ็น

ฤดูหนาวแบบนี้เหมาะกับการไปเที่ยวแช่น้ำพุร้อน เพื่อเป็นการผ่อนคลายและร … 08/02/2026
คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ
ที่เที่ยวในญี่ปุ่น

ชมภาพวาดขบวนปีศาจแห่งวัดโคไดจิ

ส่ิงที่มาคู่กับฤดูร้อนในประเทศญี่ปุ่น นอกจากอากาศร้อน น้ำแข็งไส แล้วก … 14/03/2026
คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ
ที่เที่ยวในญี่ปุ่น

ค้นพบเสน่ห์เหนือกาลเวลา หมู่บ้านประวัติศาสตร์ชิราคาวาโกะ

เมื่อพูดถึง “ท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น” ทุกคนก็จะนึกถึงแต่เมืองใหญ่ เช … 26/05/2024
คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ
ที่เที่ยวในญี่ปุ่น

ย้อนเวลาไปสัมผัสชีวิตของชาวโอซาก้า ในพิพิธภัณฑ์ The Osaka Museum of Housing and Living

เมื่อเราออกตั๋วเสร็จเรียบร้อย ถ้าหากเรามีกระเป๋าเป้สะพายหลัง ให้เปลี่ … 11/03/2025
คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ

ถ้าคุณชอบบทความนี้
กด "ถูกใจ" ด้วย!

กด “ถูกใจ” และรับข้อมูลล่าสุด!

OhHotrip.com icon
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.