ที่เที่ยวในญี่ปุ่น

กลิ่นดอกบ๊วยและสายลมฤดูใบไม้ผลิ

     ถ้าหากพูดถึงฤดูใบไม้ผลิของประเทศญี่ปุ่นแล้ว หลายคนคงจะนึกถึงดอกซากุระเป็นส่วนใหญ่ แต่ก่อนที่ดอกซากุระจะเบ่งบานอย่างงดงามนั้น มีดอกไม้ชนิดหนึ่งที่จะบานส่งกลิ่นหอมไปทั่วเพื่อเป็นสัญญาณแสดงว่าฤดูหนาวใกล้จะผ่านพ้นและฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาถึงนั่นคือดอกบ๊วยหรืออุเมะ นั่นเอง ต้นบ๊วย ดอกบ๊วย รวมถึงผลผลิตที่ได้มาจากบ๊วยนั้นผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นมาอย่างยาวนานหลายพันปี คนญี่ปุ่นนำผลผลิตจากบ๊วยมาใช้ในการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นผลบ๊วย ที่นำมาดองสุราเป็นเหล้าบ๊วย (Ume shu:梅酒) หรือผลบ๊วยดอง (Umeboshi: 梅干し)กินกับข้าวสวยร้อน ๆ หรือใส่ในข้าวปั้น เป็นต้น นอกจากนี้ดอกบ๊วยยังปรากฎในบทกวีโบราณของญี่ปุ่นจำนวนมาก เรียกได้ว่า ดอกบ๊วยนั้นเป็นที่รักและชื่นชอบของชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ในครั้งนี้เราจะขอแนะนำสถานที่ในการชมความงามของดอกบ๊วยสองแห่ง ซึ่งอยู่ในโอซาก้าและเกียวโต

กลิ่นดอกบ๊วยและสายลมฤดูใบไม้ผลิ

 

สถานที่ชมดอกบ๊วยขึ้นชื่อในโอซาก้าและเกียวโต

1. สวนบัมปะคุขิเน็นโคเอ็น โอซาก้า (万博記念公園 :bampaku kine kouen)

สวนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นสถานที่สำหรับจัดงานJapan World Exposition ในปี 1970 ภายในสวนมีรูปปั้นหอคอยพระอาทิตย์ (太陽の塔:Tai yo no tou) ตั้งเด่นตระหง่านเป็นสัญลักษณ์คอยต้อนรับผู้มาเยือน  ปัจจุบันภายในสวนแห่งนี้เป็นสถานที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจและมีพันธุ์ไม้ตามฤดูกาลให้ผู้คนได้มาชมความสวยงามรวมถึงเป็นแหล่งให้ผู้คนไม่ว่าจะเป็น เด็ก หรือผู้ใหญ่ได้ทำกิจกรรมศึกษาพันธุ์ไม้และทำกิจกรรมเกี่ยวกับธรรมชาติมากมาย

ในทุก ๆ ปีในช่วงปลายกลางเดือนกุมภาพันธ์จนกระทั่งถึงกลางเดือนมีนาคม สวนแห่งนี้จะมีการจัดเทศกาลดอกบ๊วย โดยสามารถเดินชมความงดงามของดอกบ๊วยได้สองบริเวณ จุดแรกคือ บริเวณ shisenbunka en จะมีส่วนที่เรียกว่า ป่าบ๊วย (梅林)ความกว้างขนาด 5,500ตารางเมตร มีดอกบ๊วยมากกว่า 120 สายพันธุ์ จำนวน 600 ต้น และจุดที่สองคือ บริเวณ ชิเซ็นบุงขะเอ็น (自然文化園:shisenbunka-en)shisenbunka en จะมีส่วนที่เรียกบริเวณนิฮงเทเอ็น (日本庭園: nihon -teien) มีต้นบ๊วย 40 สายพันธุ์ จำนวน 80 ต้น  ภาพที่นำมาฝากในครั้งนี้จะเป็นดอกบ๊วยที่อยู่บริเวณชิเซ็นบุงขะเอ็น  

กลิ่นดอกบ๊วยและสายลมฤดูใบไม้ผลิ

ดอกบ๊วยสีชมพูแดง 

กลิ่นดอกบ๊วยและสายลมฤดูใบไม้ผลิ

ดอกบ๊วยสีขาวส่งกลิ่นหอมมากที่สุดในบรรดาดอกบ๊วยทั้งหมด ถ้าหากท่านใดมีโอกาสลองดมกลิ่นหอมของบ๊วยสีขาวได้ค่ะ กลิ่มหอมอ่อน ๆ ทำให้รู้สึกสบายใจ

กลิ่นดอกบ๊วยและสายลมฤดูใบไม้ผลิ

ดอกบ๊วยสีชมพู ดอกบ๊วยสีนี้น่าจะเห็นกันคุ้นตามากที่สุด 

ข้อดีของสวนแห่งนี้คือมีขนาดที่กว้างขวาง มีพื้นที่สำหรับคนที่อยากมาทำกิจกรรมเป็นครอบครัว และข้าง ๆ สวนก็มีห้างสรรพสินค้า lalaport expocity ให้ได้แวะไปช้อปปิ้งหรือรับประทานอาหารได้เช่นกัน เรียกได้ว่า ครบในที่เดียว

รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.expo70-park.jp/event/51177

ที่อยู่ 1-1 Senri-bampakukouen, Suita-shi, Osaka 565-0826

ค่าธรรมเนียม 260 เยน 

เวลาทำการ 09:30-17:00

Facebook https://www.facebook.com/expo70park/

Instagram https://www.instagram.com/expo70park/

การเดินทาง

การเดินทางด้วยรถไฟ รถไฟ สามารถเดินทางด้วยโอซาก้าโมโนเรล 大阪モノレールOsaka Monoral และลงที่สถานี万博記念公園駅 บัมปะขุคิเน็นโคเอ็น หรือ โคเอ็นฮิงาชิกุจิ 公園東口駅

ถ้าหากท่านใดที่เดินทางมาจากในตัวเมืองโอซาก้า สามารถเลือกเส้นทางรถไฟที่อยู่ใกล้เพื่อเปลี่ยนมาขึ้น Osaka Monoral ได้ อาทิเช่น 

ถ้าหากเดินทางด้วยรถไฟสายฮันคิว (阪急:Hankyu) สามารถลงได้สองสถานี ถ้าเดินทางด้วยสายทาคาระสึกะ (宝塚線 :Takarazuka Line) ให้ลงที่สถานีโฮตารุกะอิเคะ (蛍池駅:hotarugaike) หรือ ถ้าหากเดินทางด้วยสายเซ็นริ (千里線: Senri Line )ให้ลงที่สถานียามาดะ (山田駅: Yamada) เพื่อเปลี่ยนมาขึ้นรถไฟโมโนเรล

ถ้าหากใช้รถไฟใต้ดินสายสีแดงมิโดสุจิ (御堂筋:Midosuji)มาลงสถานีเซ็นริจูโอ (千里中央駅:Senrichouou)เพื่อเปลี่ยนมาขึ้นรถไฟโมโนเรล

รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่เว็บไซต์นี้ https://www.expo70-park.jp/guide/access/

2. โจนันกู เกียวโต (jounanguu: 城南宮)

อีกสถานที่หนึ่งจะขอแนะนำสำหรับการชมความงามของดอกบ๊วยแบบชิดาเระ นั่นคือ โจนันกู (城南宮:jounanguu)แห่งเมืองเกียวโต โจนันกูนั้นเป็นสถานที่ที่ถูกกำหนดไว้ว่าเป็นที่อยู่ของ หงส์แดงหรือ ซูซาคุ (朱雀:suzaku) สี่สัตว์เทพผู้คุ้มครองเมืองเกียวโตประจำทิศใต้ (ในบทความก่อนหน้าเราได้พูดถึงเสือขาวแห่งทิศตะวันตกไปแล้ว ถ้าใครสนใจลองอ่านเพิ่มเติมในบทความhttps://ohhotrip.com/17128/

โจนันกูนั้นเป็นศาลเจ้าที่มีความเก่าแก่ สร้างขึ้นปี ค.. 794 เพื่อเป็นสถานที่สำหรับสี่สัตว์เทพคุ้มครองเมืองหลวงแห่งทิศใต้ เมื่อมีการย้ายเมืองหลวงจากนารามายังเกียวโต เป็นศาลเจ้าที่ขึ้นชื่อเรื่องการปัดเป่าความชั่วร้ายและเทพเจ้าประจำรถยนต์ (น่าจะคล้าย ๆ กับการทำพิธีเจิมรถแบบเมืองไทย) ความพิเศษของสวนดอกบ๊วยแห่งนี้คือเป็นดอกบ๊วยสายพันธุ์ชิดาเระ จำนวน 150 ต้น มีหลากหลายสีสันและหลากหลายสายพันธุ์

กลิ่นดอกบ๊วยและสายลมฤดูใบไม้ผลิ

กลิ่นดอกบ๊วยและสายลมฤดูใบไม้ผลิ กลิ่นดอกบ๊วยและสายลมฤดูใบไม้ผลิ

ดอกบ๊วยสายพันธุ์ชิดาเระสีชมพูสลับขาวที่ปลูกสลับกันเป็นสีสันสวยงาม กิ่งย้อยของมันเหมือนกับสายฝนดอกบ๊วยที่โปรยลงมา  ให้กะเวลามาในช่วงที่ดอกบ๊วยบานเต็มที่และเริ่มโรยจะได้เห็นภาพงดงามเช่นนี้

นอกจากนี้ยังมีดอกสึบากิ (椿:Tsubaki) ปลูกอยู่บริเวณรอบ ๆ ศาลเจ้าและในสวนบ๊วยเช่นกัน ซึ่งมี 20 สายพันธุ์และจำนวนมากกว่า 400 ต้น

กลิ่นดอกบ๊วยและสายลมฤดูใบไม้ผลิ กลิ่นดอกบ๊วยและสายลมฤดูใบไม้ผลิ กลิ่นดอกบ๊วยและสายลมฤดูใบไม้ผลิ

ดอกสึบากิสีแดงสดที่ร่วงหล่น สีสันจัดจ้านตัดกับพื้นหญ้าสีเขียว

และจุดไฮไลท์ของโจนันกูที่ดึงดูดผู้คนมาจากทั่วสารทิศก็คือ คุณสามารถชมวิวทิวทัศน์ของดอกสึบากิที่ร่วงหล่นบนพื้นหญ้าและมอสสีเขียวเข้ม กับดอกบ๊วยชิดาเระสีชมพูอ่อน

กลิ่นดอกบ๊วยและสายลมฤดูใบไม้ผลิ กลิ่นดอกบ๊วยและสายลมฤดูใบไม้ผลิ กลิ่นดอกบ๊วยและสายลมฤดูใบไม้ผลิ

การเดินทางมายังโจนันกูนั้นแม้จะอยู่ไม่ไกลมาก แต่ต้องใช้เวลาในการเดินเท้าพอสมควร และอีกสิ่งที่ต้องพึงระลึกไว้คือ ถ้าหากเลือกวันที่เดินทางเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จะต้องพบกับผู้คนจำนวนมากมายที่เดินทางมายังสวนแห่งนี้ และเนื่องจากบริเวณที่เป็นจุดชมดอกบ๊วยค่อนข้างแคบ ทำให้ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงการเบียดเสียดได้ และอาจจะต้องใช้เวลาต่อคิวเพื่อเข้าชมสวน แต่เชื่อว่าความสวยงามของดอกบ๊วยแห่งนี้จะทำให้ทุกท่านที่มาเยือนประทับใจไม่รู้ลืมแน่นอน

รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.jonangu.com/shidareume.html

ข้อมูลเกี่ยวกับโจนันกู 

ที่อยู่ 7  Nakajimatobarikyuchou, Fushimi-ku, Kyoto-shi, Kyoto-fu 612-8459 เบอร์โทรศัพท์ 075-623-0846

เวลาทำการ 09:00-16:30 

ค่าธรรมเนียม ผู้ใหญ่ 800 เยน , เด็กจนถึงระดับชั้นประถม 400 เยน , ผู้พิการที่มีบัตรประจำตัวผู้พิการ 400 เยน 

การเดินทาง 

การเดินทางที่สะดวกที่สุดคือ รถบัส แต่จำนวนรถค่อนข้างน้อย ชั่วโมงละคัน

โดยสารโดยรถบัสหมายเลข 19จากสถานีเกียวโตฝั่งฮาจิโจกุจิ (京都駅八条口:Kyoto eki hachijouguchi) ป้าย H7 ใช้เวลาประมาณ 22 นาที และลงที่ป้าย โจนันกู (城南宮: Jounangu) จากนั้นเดินต่ออีกสองนาที 

โดยสารโดยรถไฟ 

นั่งรถไฟใต้ดินเกียวโตชิเอ (京都市営地下鉄:Kyoto shiei chikatetsu) หรือ สายคินเท็ตสึ (近鉄:Kintetsu) ลงที่สถานี (竹田駅:Takeda) ออกประตูทางออก 6 แล้วเดินต่ออีก 15 นาที หรือออกประตู 4 แล้วขึ้นรถบัสที่มุ่งหน้ายัง (城南宮東口:Jounanguhigashiguchi) ถ้าหากไปกันหลายคน นั่งแท็กซี่ก็ถือเป็นทางเลือกที่สะดวกและรวดเร็ว

ABOUT ME
Pleng Chayaporn
เวลารู้สึกเหนื่อย ๆ จะพกกล้องและออกเดินทางไปเที่ยวคนเดียว หรือออกไปเดินหาร้านกาแฟ ร้านอาหารในท้องถิ่นเพื่อไปสัมผัสกับบรรยากาศ ผู้คนและวัฒนธรรมในที่แห่งนั้น

ค้นหากิจกรรมบน Klook ได้เลยจากด้านล่างนี้!

ค้นหากิจกรรมบน Klook ได้เลยจากด้านล่างนี้!

ถ้าคุณชอบบทความนี้
กด "ถูกใจ" ด้วย!

กด “ถูกใจ” และรับข้อมูลล่าสุด!