blog ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

ขับรถเที่ยวคิวชู ตอนที่ 3 Kumamoto,Amakusa,Nagasaki,Huis ten Boasch

หัวข้อที่เกี่ยว
|
ขับรถเที่ยวคิวชู ตอนที่ 3 Kumamoto,Amakusa,Nagasaki,Huis ten Boasch

ผู้ร่วมเดินทาง

| คู่รัก/แฟน |

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อหนึ่งคน

| 50000 - 74999thb |

ระยะเวลาการเดินทาง

| 6 วัน |

ยานพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง

|

รถโดยสาร | 

เที่ยวแบบไหน

| ไปด้วยตนเอง |

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ ฐากลับมาแล้ว  วันนี้จะกลับมาเล่าประสบการณ์การไปเที่ยวคิวชู  ตอนที่ 3  กันครับ

วันที่ 4  Kumamoto Castle ,Amakusa-shi,Shimabara Nagasaki , Nagasaki viewpoint

วันที่ 5 Nagasaki City , Meganebashi Brigde, China town , Nagasaki port , Huis ten Bosch

ตาราง 2 วันนี้ใส่ค่อนข้างแน่นครับ  เพราะมีเวลาเที่ยวน้อยแต่อยากไปหลายที่ให้คุ้มค่าตั๋ว 55555

ที่ต่อไปที่เราไปคือ Kumamoto Castle ครับ

ปราสาทคุมาโมโตะ หนึ่งในสามของปราสาทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นก่อตั้งขึ้นโดยคาโตะ คิโยมาสะในปีค.ศ.1601 และใช้เวลาในการก่อสร้างเจ็ดปี ปราสาทแห่งนี้ ซึ่งรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “กินนันโจ” (ปราสาทกิงโกะ) เป็นปราสาทที่มีขนาดใหญ่โตและสวยงาม กินพื้นที่ทั้งหมดราว 980,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยหอคอย 3 จุด ป้อมปืน 49 ป้อม ปราการ 18 จุด และประตูปราสาท 29 จุด มีโครงสร้างของปราสาทเป็นเอกลักษณ์เนื่องจากมีกำแพงหินอิชิกาคิและลักษณะภูมิประเทศตามธรรมชาติที่ทำให้ตัวปราสาทมีรูปทรงโค้งเว้าสวยงาม คัตสึ ไคชูเคยกล่าวไว้ว่า “ไม่มีปราสาทแห่งใดเหมือนกับปราสาทแห่งนี้” โดยอ้างอิงถึงขนาดและความสูงที่ใหญ่โตมโหฬารของปราสาทแห่งนี้

ช่วงที่เราไปเที่ยวนั้น  เมืองคุมาโมโตะเพิ่งผ่านแผ่นดินไหวครั้งใหญ่  ทำให้บางส่วนของตัวปราสาทนั้นเสียหายรุนแรงดังที่เห็นในภาพด้านล่างครับ  ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการบูณะให้กลับมาสวยงามดังเดิมครับ

ตัวปราสาทสวยงามมากครับ  เสียดายไม่ได้มีโอกาสเข้าไปด้านใน  จะสังเกตเห็นบริเวณหลังคาได้รับความเสียหายหนักมาก

ซากุระน้อยๆ ที่ให้เราได้ยลโฉมครับ  ไว้จะกลับมาเที่ยวอีกตอน Full Bloom นะ

กำแพงที่พังถล่มลงมาหลังจากแผ่นดินไหว

บริเวณรอบๆตัวปราสาทครับ กว้างและสวยงามมาก

หลังจากที่เราเที่ยวชมปราสาทกันแล้ว  เราได้เดินทางไปชายทะเลของเมืองอมากุสะ  เพื่อไปชมโลมาในทะเลกันครับ  อ่านในเว็บแล้วเค้าบอกว่า โลมาไม่ได้มีมาทุกวันครับ  แล้วแต่ช่วงและสภาพอากาศ  กล่าวคือถ้าโชคดีก็จะเจอ  ถ้าโชคไม่ดีก็จะไม่เจอครับ  เราก็ค่อยข้างลุ้นว่าจะโชคร้ายแบบที่ต้นซากุระยักษ์และ Aso มั้ย 555

เราขับรถมาถึงชายทะเลเมืองอมากุสะ  และเดินทางไปซื้อตั๋วเรือ  และได้ถามพนักงานขาย  ได้ความว่าเมื่อวานออกเรือ เจอโลมาแค่ 3 ตัวเท่านั้น  เรานี่ใจแป้วเลย  อดอีกแล้วแน่ๆ 55555

เรือแล่นออกมาจากฝั่งได้ 5 นาที ก็ได้เจอโลมาตัวแรกครับ  ตื่นเต้นสุดๆ

ลมแรงมากครับ  อากาศหนาวมาก

พอห่างจากฝั่งมาอีก  ก็เริ่มเจอโลมาเพิ่มมากขึ้น

ว่ายตามเรือนักท่องเท่ียวด้วยครับ

มากันเป็นกลุ่มเลย  เยอะมากครับ  คุ้มค่ามากๆรอบนี้  น้ำตาจะไหล   อยากให้ทุกคนลองมาสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวที่นี่ครับ  คุ้มค่ามาก

หลังจากที่เราได้เจอโลมากันแล้ว  เราก็ได้เดินทางไปยังเมือง Shimabara เมืองที่มีปลาคราฟอยู่ในท่อระบายนำ้กันครับ  เรามาลองนึกกันดูว่าถ้าที่เมืองไทยทำแบบนี้ได้บ้าง มันจะสวยงามขนาดไหนครับ

มืองชิมาบาระ (Shimabara) ตั้งอยู่ในจังหวัดนางาซากิ (Nagasaki) เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ยังคงมีกลิ่นอายของเมืองในสมัยโบราณอยู่ นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยแหล่งน้ำใต้ดิน (spring water) ใสสะอาด จนได้ชื่อว่าเป็น “เมืองแห่งน้ำ (City of water)” สำหรับการเดินทางไปชิมาบาระ (Shimabara) สามารถขึ้นรถไฟจากฟุคุโอกะ (Fukuoka) ซึ่งเป็นประตูสู่คิวชู (Kyushu) ไปประมาณ 3 ชั่วโมง หรือขึ้นรถไฟจากนางาซากิ (Nagasaki) ไปประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง และเนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในเมืองนี้จะอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กันหมด จึงสามารถเที่ยวได้ทั่วภายในวันเดียว

ปลาในท่อระบายน้ำ  ตัวใหญ่มาก

บริเวณนี้มีร้านขายของจำหน่ายอาหารปลาด้วยนะครับ  เอาอาหารมาให้น้องๆได้ครับ

คฤหาสน์ริมน้ำชิมาบาระ (Shimabara Mizuyashiki) เป็นคฤหาสน์สร้างด้วยไม้หลังนี้สร้างขึ้นเมื่อกว่า 145 ปีก่อน ภายในสวนมีสระน้ำซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติใต้ดิน ซึ่งเต็มไปด้วยปลาคาร์พหลากสีสันว่ายเวียนอยู่ ตัวใหญ่มาก และมีเยอะมากด้วยครับ  สวยงามจริงๆ

จากนั้นเราเดินทางไปยังปราสาทชิมาบาระซึ่งอยู่ไม่ไกลครับ

หมู่บ้านระแวกนี้มีความสงบ และยังมีกลิ่นไอของบ้านสมัยเก่าอยู่ครับ  นักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยได้มาเที่ยวแถวนี้ครับ  จึงไม่ต้องไปแย่งถ่ายรูปกับใครเลย  สบายมาก

ปราสาทชิมาบาระ เป็นปราสาทที่ถูกสร้างขึ้นประมาณช่วงต้นของยุคเอโดะ(Edo) เนื่องจากตัวปราสาทที่มีสีขาวและยังมีขนาดที่ใหญ่โตมากที่สุดแล้วของบริเวณแถบนี้นั้นเอง  ซึ่งปราสาทแห่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญในญี่ปุ่นที่ก็ไม่รอดพ้นการถูกทำลายในช่วงสงครามเช่นเดียวกันกับที่อื่นๆ โดยได้ถูกทำลายลงในยุคเมจิ(Meiji) และการบูรณะขึ้นมาใหม่อีกครั้งในช่วงประมาณปี ค.ศ. 1964 การสร้างขึ้นมาใหม่นั้นจะเน้นการใช้วัสดุที่แตกต่างจากเดิมอย่างการใช้คอนกรีตแทนที่หิน

เราไม่ได้ขึ้นไปที่ตัวปราสาทเพราะเรามาเย็น  จึงปิดแล้วครับ  จึงได้แต่เดินเล่นรอบๆ ตัวปราสาทครับ

รอบๆปราสาทมีต้นซากุระขึ้นเรียงราย  เป็นภาพที่สวยงามมากครับ

ช่วงค่ำเราเดินทางไปยังจุดชมวิว Nagasaki Viewpoint ซึ่งถือเป็น 1 ใน 3 จุดชมวิวที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นครับ

ภูเขาอินาซะ (Inasayama) ตั้งอยู่ใกล้กับตัวเมืองนางาซากิ การขึ้นไปยอดสูงสุดนี่สามารถทำได้ง่ายๆด้วยกระเช้าไฟฟ้าหรือรถบัส แต่เราขับรถขึ้นไป  ทางขึ้นไม่ยากเลยครับ  ภูเขาแห่งนี้มีความสูงอยู่ที่ 333 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นชมวิวที่สูงสุดของเมือง จึงทำให้เป็นจุดที่สามารถเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองนางาซากิได้ดีงามที่สุดแล้ว ซึ่งชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่า ยาเคอิ (Yakeio) โดยจะมีอีก 2 แห่งนั่นคือ ภูเขาฮาโกดาเตะ Hakodate และภูเขาร็อคโกะ Rokko

อากาศข้างบนหนาวและลมแรงมาก ทำให้ภาพออกมาสั่นไหวเล็กน้อยครับ

ฟ้าไม่ค่อยใสเท่าไหร่เลย  แต่วิวข้างบนสวยมากครับ

เสาสัญญาณ  เปลี่ยนสีได้ด้วยครับ   จอดรถข้างล่างแล้วปีนขึ้นมาข้างบนครับ

เช้าวันต่อมา  เราได้ไปเที่ยวต่อกันในเมืองนางาซากิครับ เป็นเมืองในฝันอีกที่นึงที่อยากมา นางาซากิ (Nagasaki) เมืองประวัติศาสตร์สำคัญในสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกวางระเบิดปรมาณูที่ทำให้คนเสียชีวิตนับแสนกับเหตุการณ์ครั้งนี้ นางาซากิ เดิมเป็นหมู่บ้านชาวประมงขนาดเล็ก และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เพียงเล็กน้อย จนกระทั่งได้เริ่มติดต่อกับนักสำรวจชาวโปรตุเกสในปี ค.ศ. 1543 ซึ่งผู้นำของคณะสำรวจแรกนั้น คือ เฟอร์เนา เมนเดส ปินโต ที่เดินทางมาด้วยเรือโดยเทียบท่าใกล้ ๆ กับทาเนงาชิมะ เกาะในหมู่เกาะโอซูมิ

ที่แรกที่เราไปนั้นก็คือ สะพานแว่นตาครับ สะพานมากาเนะบาชิ แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1634 เพื่อที่จะไว้ใช้แม่น้ำนาคาจิมะ(Nakajima)ให้สะดวกมากยิ่งขึ้น แม้ต่อมาได้มีการสร้างสะพานหินเพื่อข้ามแม่น้ำนาคาจิมะเพิ่มขึ้นอีกหลายสะพาน หากสะพานแห่งนี้ก็ยังคงมีความสำคัญลำดับต้นๆจากความงดงามอันเลื่องชื่อจนติด1 ใน 3 สะพานหินที่ได้รับยกย่องว่าสวยที่สุดในญี่ปุ่น   สะพานที่คล้ายกันที่ทุกคนไปบ่อยๆ ก็คือ สะพานวงกลมคู่ที่พระราชวังอิมพีเรียลนั่นเองครับ

ต่อไปเราไปเที่ยวกันที่ย่านไชน่าทาวน์ของเมืองนางาซากิครับ  เมืองนี้ชาวจีนมาอยู่นานมากแล้วครับ

สวยมากครับบบบบ

รถรางของเมืองนางาซากิครับ รถรางนางาซากิ เป็นของ Nagasaki Electric Tramway มีสายหลักทั้งหมด 5 สายด้วยกัน โดยสถานีส่วนใหญ่ที่จอดจะใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ รถรางนี้เริ่มวิ่งตั้งแต่ 6:00 ถึง 23:00 มีรถทุกๆ 5-8 นาที  เดินทางไปเที่ยวสะดวกมากครับ

เราได้เดินทางไปเที่ยวเรื่อยๆ จนถึงท่าเรือของเมืองนางาซากิครับ  ที่นี่จะพบเรือสำราญลำใหญ่มากมายครับ   ทิวทัศน์บริเวณนี้สวยและลมเย็นมากครับ

ในสวนริมทะเลนั้นเอง มีซากุระบานเต็มพื้นที่ครับ  ทริปซากุระคิวชูก็ได้เจอซากุระแล้ว  55

จากนั้นเราก็ได้เดินทางไป เดจิมะ (Dejima) มีลักษณะคล้ายเกาะ  มีน้ำล้อมรอบ เดจิมะถูกสร้างขึ้นช่วงประมาณปี ค.ศ. 1636 ซึ่งเดิมทีได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อาศัยของชาวโปรตุเกตที่เข้ามาทำงานในประเทศญี่ปุ่น ต่อมาเมื่อชาวโปรตุเกตถูกสั่งให้ย้ายออก จึงมีชาวดัชที่เป็นทั้งพ่อค้า และคนงานย้ายเข้ามาอยู่แทน จากการถูกประกาศเป็นเขตอนุรักษ์นี่เองทำให้มีการรักษาความเก่าแก่ของทุกๆสิ่งบนพื้นที่นี้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ยังมีอาคารแบบเก่าหลงเหลืออยู่มากมาย ทั้งโกดังเก็บของ บ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรม กำแพง ประตู อีกทั้งยังมีการสร้างและต่อเติมอาคารขึ้นมาเพิ่มเพื่อรักษารูปลักษณ์ของเมืองให้ดูเหมือนเดิมอีกด้วย  เค้าว่ากันว่าสร้างขึ้นเพื่อแบ่งแยกชาวต่างชาติ ออกจากคนญี่ปุ่นทั่วไปครับ

เดินเล่นในเมืองนางาซากิจนทั่วแล้ว  เราก็ได้ไปกันต่อที่ Huis ten Bosch สถานที่ที่จำลองยุโรปมาไว้ที่นี่ครับ เราได้มีโอกาสเดินเล่นทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน บรรยากาศดีมากเลยครับ

แค่ทางเข้าก็สวยงามแล้วครับ

บรรยากาศตอนที่นั่งเรือล่องไปในคลองรอบๆ Huis ten Bosch ครับ

ขึ้นไปบนหอคอยแล้วมองลงมาด้านล่างก็จะสวยแบบนี้

ตกแต่งด้านในได้สวย  น่าเดินมากครับ

ส่วนนี้จะเป็นโซนสยองขวัญครับ  ได้มีโอกาสลองเล่นทุกอันแล้ว  น่ากลัวมากเลย

ภาพกังหันกับทิวลิปครับ

พอฟ้าเริ่มมืด  อากาศก็หนาวมากครับ  ที่นี่ตกแต่งไฟได้สวยงามมากทุกจุดเลยครับ   น่าถ่ายรูปมาก

ชอบมุมนี้เป็นพิเศษเลยครับ

โดยเมื่อเราได้ทำการจองตั๋วผ่านทางหน้าเว็บไซต์นี้เรียบร้อยแล้วเราจะได้เป็น  E-Ticket ที่มีบาร์โค้ค สามารถปริ้นท์และนำไปเข้าได้เลยที่ประตูหมายเลข 3,4 หรือประตู Ocean Gate ครับ สะดวก ง่าย สบาย ประหยัดเงินได้มากเลยครับ

โดยรวมแล้วเป็นอะไรที่สวยงามมากครับ  ไม่ต้องพูดอะไรมากให้ภาพมันอธิบายเองครับ 555

ผมขอจบกระทู้นี้เพียงเท่านี้ก่อนครับ  แล้วเจอกันตอนต่อไปเร็วๆนี้ครับ ^^

ข้อมูลในหน้านี้อาจมีข้อมูลในวันที่เผยแพร่ แม้ว่าเราจะพยายามอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่อง แต่โปรดทราบว่าข้อมูลบางอย่างอาจไม่ได้รับการอัปเดต
RELATED POST
kamikochicover
blog ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

เดินป่าชิวๆ ชมวิวธรรมชาติใน KAMIKOCHI PART 1

คอนนิจิวะ !! กลับมาพบกันอีกครั้งกับทริปเที่ยวสไตล์ชิว ๆ วันนี้เราจะพาเ … 28/05/2024
คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ
blog ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

ท่องเที่ยวเกียวโต 2 วัน 1 คืน

ท่องเกียวโต 2 วัน 1 คืนโอ๊ะหา~ สวัสดีค่ะเพื่อนๆ และขอบคุณมากที่แวะมาเย … 11/07/2024
คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ
DSCF1184 sq
blog ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

Autumn in Kyoto ตอน Arashiyama และ ทุ่งนาญี่ปุ่นชานเมืองริมทางรถไฟ

สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะพาทุกคนไปชมบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วง ความงามธรรมชาติที … 28/05/2024
คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ
000023
blog ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

หนีความวุ่นวาย ไปทิ้งกายที่ โอกินาว่า

สวัสดีเพื่อน ๆ ทุกคนที่กำลังมองหาที่ ๆ จะสามารถไปพักผ่อนเพื่อปรีกวิเวก … 27/05/2024
คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ
blog ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

อัพเดตช่วงนี้ Universal Studio Japan มีอะไรใหม่ๆบ้าง!

สวัสดีค่ะทุกคน ในวันนี้เราจะมาแชร์ว่าเราได้ไปเที่ยว Universal Studio J … 09/04/2026
คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ
tojinbo0
blog ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

หน้าผาโทจินโบ ฟุคุอิ (Tojinbo, Fukui) กับความตาย

สถานที่ไปเที่ยวครั้งนี้ตั้งหัวเรื่องอาจดูน่ากลัวไปสักหน่อย แต่สถานที่จ … 27/05/2024
คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ

ถ้าคุณชอบบทความนี้
กด "ถูกใจ" ด้วย!

กด “ถูกใจ” และรับข้อมูลล่าสุด!

OhHotrip.com icon
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.