ขับรถเที่ยวคิวชูของเรา Kitsuki – Beppu – Takaghiho – Mt.Aso

blog ท่องเที่ยว
หัวข้อที่เกี่ยว
|
P1030642

ผู้ร่วมเดินทาง

| คู่รัก/แฟน |

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อหนึ่งคน

| 50000 - 74999thb |

ระยะเวลาการเดินทาง

| 6 วัน |

ยานพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง

|

รถไฟ | 

รถโดยสาร | 

เที่ยวแบบไหน

| ไปด้วยตนเอง |

ชื่อสถานที่หรือภูมิภาคที่ไป

  • Beppu
  • Takaghiho Gorge
  • Isshingyou no Oozakura

โอไฮโยะ โกไซมัส สวัสดีตอนเช้าเพื่อนๆ ทุกคนครับ ผมชื่อฐาครับ กลับมาพบกันอีกหลังจากไม่ได้มาเขียนบล็อคเพิ่มเติมหลายเดือนเลย มัวแต่ยุ่งๆเรื่องงานอยู่  T^T แต่เราก็ไม่เคยหยุดไปเที่ยวนะครับ 555 กลับมาเล่าต่อจากครั้งที่แล้วสำหรับทริปคิวชูครับ ต่อไปเราจะไปเที่ยวกันต่อที่ Kokonoe Yume Bridge ครับ

สำหรับแผนการเดินทางของเราเป็นดังนี้ครับ

——-

วันที่ 1 Fukuoka Airport , Nokonoshima islandpark, Dazaifu, Yufuin ,Reimei Ryokan

วันที่ 2 Yufuin,Kokknoe Yume Bridge , Kitsuki Oita , Jigoku area Beppu ,Nishitetsu Hotel Beppu

วันที่ 3 Takaghiho Gorge Miyasaki , Isshingyou no Oozakura , Mt.Aso Kumamoto , Kurokawa Onsen Kumamoto

วันที่ 4 Kumamoto Castle ,Amakusa-shi,Shimabara Nagasaki , Nagasaki viewpoint

วันที่ 5 Nagasaki City , Meganebashi Brigde, China town , Nagasaki port , Huis ten Bosch

วันที่ 6 Fukuoka City , Back to SIN

——-

Kokonoe Yume Bridge http://www.yumeooturihashi.com/  ตั้งอยู่เมือง Kokonoe ในจังหวัด Oita มีความสูง 173 เมตร ยาว 390 เมตร กว้าง 1.5 เมตร เป็นอดีตสะพานแขวนสำหรับคนเดินที่ยาวและสูงที่สุดในญี่ปุ่น มีค่าเข้าชมคนละ 500 เยนครับ

วันที่ไปนั้นอากาศค่อนจ้างหนาวและมีลูกเห็บตกด้วยครับ  ระหว่างทางที่เดินอยู่บนสะพานนั้นมีลมพัดเป็นระยะ ทำให้สะพานแกว่งเล็กน้อย  เสียวๆดีครับ  สำหรับคนที่กลัวความสูงนั้นอาจจะก้าวขาไม่ออกกันเลยทีเดียว 555

ที่ด้านมุมซ้ายล่างจะสังเกตเห็นน้ำตก ซึ่งน้ำตกที่ติด 1 ใน 100 น้ำตกที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นด้วย นั่นคือน้ำตกชินโดโนตากิครับ

ช่วงที่ไปนั้นเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิครับ  ทำให้มีความเขียวขจีของป่าด้านล่าง  แต่ถ้าใครมีโอกาสแนะนำให้มาช่วงฤดูใบไม้ร่วง ช่วงเดือนพฤศจิกายนนะครับ เพราะด้านล่างนั้นต้นไม้จะเปลี่ยนสีเป็นสีแดง เหลือง สลับกันสวยงามมากครับ  ถ้ามีโอกาสมาอีกครั้งจะถ่ายรูปมาฝากทุกคนครับ

            หลังจากชมบรรยากาศโดยรอบสะพานแขวน และถ่ายรูปจนเป็นที่พอใจแล้ว  เราก็รีบเดินทางไปที่เมืองคิทซึกิ จังหวัดโออิตะ  ซึ่งเป็นเมืองที่ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวรู้จักกันมากนัก แต่ปัจจุบันนี้เสน่ห์ของเมืองคิทซึกิที่เป็นเมืองที่มีบรรยากาศเหมาะกับชุดกิโมโนกำลังเป็นที่สนใจในหมู่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนได้ลองมาใส่ชุดกิโมโนเดินเล่นตามถนนในเมืองนี้เพื่อสัมผัสกับบรรยากาศของญี่ปุ่นสมัยอดีตกัน

เมื่อมาถึงเมือง เราได้เดินทางไปเช่าชุดยูกาตะที่ร้าน วะระคุอัน  ซึ่งเป็นร้านที่มีชื่อเสียงมาก มีชุดกิโมโนและยูกะตะให้เช่ามากกว่า 250 ชุด  พร้อมทั้งมีบริการใส่ชุดให้ด้วยครับ  และเจ้าของร้านใจดีและคุยสนุกมาก  พอรู้ว่าเรามาจากประเทศไทยก็ทักทายเราเป็นภาษาไทยและยังให้กระดาษพับเป็นของที่ระลึกเราอีกต่างหาก

ถ้ามาเที่ยวที่เมืองคิทซึกิและสวมชุดกิโมโนหรือยูกะตะ  จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของทางราชการต่างๆ เช่น ปราสาทคิทซึกิ และบ้านซามูไรโอฮาระเท เป็นต้น นอกจากนี้ยังจะได้รับบัตรลดราคาร้านอาหารในเมืองหรือของขวัญเล็กๆน้อยๆเป็นบริการพิเศษอีกด้วย   เราจึงพบเห็นนักท่องเที่ยวแทบทุกคนสวมชุดประจำชาติและเดินเที่ยวกันทั่วเมือง   ไทยเราน่าจะเอาไปเป็นแบบอย่างบ้างนะครับจะได้เป็นการโปรโมทการท่องเที่ยวไปอีกทางนึงด้วยครับ

หลังจากใส่ชุดยูกะตะเรียบร้อยแล้ว  เราก็ออกมาเดินเล่นรอบเมือง  จุดแรกที่เราไปนั้นเรียกว่า เนินซุยะโนะซะกะ ซึ่งเป็นเนินที่เรียงรายด้วยรั้วดินและกำแพงหิน และมีชื่อเสียงโด่งดังด้วยทางเดินที่ปูหินเรียงรายสวยงามจับตา เนินนี้ทอดตัวยาวจากย่านอยู่อาศัยของบรรดาพ่อค้าไปจนถึงแหล่งที่อยู่ของเหล่าซามูไร มีผู้คนสัญจรไปมาเป็นจำนวนมากตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

เมืองคิทซึกินั้นมีเนินลักษณะเดียวกันนี้อยู่หลายแห่ง  การใส่ชุดประจำชาติเดินเล่นบริเวณนี้ก็ทำให้นึกถึงอดีตที่ผ่านมาของเมืองนี้เช่นกัน

จากนั้นเราเดินทาเรื่อยๆ จนถึงหมู่บ้านซามูไร ในจำนวนนี้บ้านซามูไรหลังที่สวยงามมีระดับมากที่สุดก็คือบ้านโอฮาระเท ซึ่งมีประตูทางเข้ากว้างขวางอยู่ในบริเวณสวนที่สวยงาม ทำให้เรานึกย้อนไปถึงอดีตและเห็นถึงวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวญี่ปุ่นในเมืองนี้ครับ

  หลังทางที่เราเดินขึ้นเนินเขาเพื่อชมเมือง  เราก็ได้ขึ้นมาถึงจุดชมวิวที่อยู่บริเวณปราสาทคิทซึกิ ซึ่งเราจะมองเห็นเมืองทางด้านล่างและทะเล ด้านบนลมแรงและอากาศเย็นสบายมากครับ

และแล้วก็เดินทางมาถึงปราสาทคิทซึกิ ซึ่งอยู่คู่กับเมืองนี้มานานกว่า 600 ปีแล้วและผ่านภัยธรรมชาติมาหลายครั้ง  ทำให้ต้องย้ายพื้นที่และซ่อมแซมบ่อยครั้ง จากบนหอคอยยอดปราสาทมองออกไปจะเห็นภาพทิวทัศน์ที่งดงาม ส่วนภายในเป็นหอเก็บเอกสาร ซึ่งจัดแสดงสิ่งของต่างๆด้วย เช่น ดาบ กระบี่ และชุดเกราะเป็นต้น และอาณาบริเวณทั้งหมดของปราสาทคิทซึกิจะเป็นสวนสาธารณะ   ที่สำคัญใส่ชุดยูกะตะ  เข้าที่นี่ฟรีครับ  ไม่อย่างนั้นต้องเสียเงินเข้า 300 เยน

          หลังจากที่เดินเล่นกันด้วยระยะทางมากกว่า 10 กม. โดยไม่รู้สึกเหนื่อยแล้ว  (ถ้าเดินใน กทม แบบนี้คงละลายไปแล้ว 55 )  เราก็ได้ขับรถกันต่อไปที่เมืองเบปปุ  เมืองแห่งออนเซนที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น  พอเข้าเขตเมืองแล้วก็พบเห็นไอน้ำลอยขึ้นจำนวนมาก  เรามัวแต่ตื่นเต้นอยู่เลยไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลย  55555 โดยเราจะไปเที่ยวบ่อน้ำร้อนชื่ดังของเมืองนี้กันครับ

           บ่อนรกหรือจิโกกุ (地獄, jigoku) ที่เบปปุ(Beppu)แหล่งออนเซนที่มีชื่อเสียงลำดับต้นๆของญี่ปุ่น เรียกได้ว่าถ้ามาเบปปุแล้วไม่มาล่ะก็เหมือนมาไม่ถึง  บ่อนรก จิโกกุ สามารถแบ่งเป็น 2ส่วนหลักๆด้วยกัน ส่วนแรกนั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 6 บ่อโดยตั้งอยู่ในเขตคันนาว่า(Kannawa) ประกอบด้วย Umi Jigoku, Oniishibozu Jigoku, Shiraike Jigoku, Kamado Jigoku, Oniyama Jigoku, Yama Jigoku  แต่ละบ่อจะตั้งอยู่ใกล้ๆกัน ใช้เวลา ในส่วนอีก 2 บ่อจะตั้งอยู่ที่เขตชิบาเซกิ(Shibaseki)ที่อยู่ห่างไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร ประกอบด้วย Chinoike Jigoku และ Tatsumaki Jigoku  โดยจะมีรถบัสให้บริการที่วิ่งไปลงที่ด้านหน้าของบ่อทั้ง 2 นี้เลย

        เนื่องจากเราไปถึงเบปปุก็ค่อนข้างเย็นแล้วจึงมีเวลาไปเที่ยวแค่ 2  บ่อเท่านั้น  เสียใจมาก  ไว้วันหลังค่อยมาใหม่ก็ได้ 5555  โดยบ่อที่เราไปนั้นคือบ่อ Umi Jigoku และบ่อ Chinoike Jigoku ครับ

       

บ่อนี้เป็นไฮไลท์ของโซน Kannawa น้ำพุในบ่อจะมีสีฟ้าซึ่งจะมีโคบอลต์เป็นส่วนประกอบ ทำให้บ่อนี้มีชื่อเรียกว่า Umi (อุมิ) แปลว่า ทะเล บ่อมีความลึกประมาณ 200 เมตร อุณหภูมิสูงถึง 98 องศาเซลเซียส บริเวณเดียวกันยังมีบ่อน้ำพุร้อนเล็กๆ เป็นบ่อสีส้มซึ่งเต็มไปด้วยเหล็กและแมกนีเซียม รอบๆบ่อยังออกแบบให้มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม  ตอนไปถึงฝนตกหนักมากครับ จึงไม่ค่อยได้ถ่ายรูปมาเท่าไหร่เลย

บ่อที่  2 ที่เราไปนั่นคือ Chinoike Jigoku หรือ “บ่อสีเลือด (Blood Pond Hell)”  ชื่อฟังดูน่ากลัว   เป็นบ่อน้ำพุร้อนสีแดงคล้ายสีเลือด   ที่เห็นเป็นสีแดงเพราะมีส่วนประกอบของสนิมเหล็กอยู่มาก  ปฏิกิริยาร้อนระอุถึง 78 องศา เลยกลายเป็นที่มาของบ่อน้ำพุร้อนสีแดงแห่งนี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Akayusen

หลังจากนั้น  ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว  เราได้เดินทางไปพักที่โรงแรม  Nishitetsu Resort Inn Beppu https://inn-beppu.nishitetsu-hotels.com/en-us     ซึ่งเป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองเบปปุ มีที่จอดรถสะดวกและใกล้สถานีรถไฟ  เหมาะสำหรับทั้งลูกค้าที่เดินทางโดยรถไฟและขับรถมาเองครับ  โดยที่ชอบอีกอยากนึงก็คือที่นี่มีออนเซนด้วย  เป็นออนเซ็นที่อยู่ในตัวอาคารและตกแต่งได้สวยงามครับ

[PR]

มื้อค่ำฝากท้องไว้ที่ร้านเนื้อย่างใกล้ๆโรงแรม  ขออภัยที่จำชื่อร้านอาหารไม่ได้เนื่องจากหิวมาก  โดยเดินไปทางขวา เลียบชายทะเลไปเรื่อยๆประมาณ  500 เมตร ก็จะเจอร้านอาหารมากมายในบริเวณนั้นครับ   ราคาถือว่าไม่แพงมาก และอร่อยมากครับ

             ตื่นเช้ามาวันที่ 3 ของการมาเที่ยว  เนื่องจากคืนก่อนหน้านั้นเหนื่อยมากจากการเดินทาง จึงทำให้ตื่นเกือบ 9.00 ครับ  เราจึงต้องรีบอาบน้ำและ Check out โรงแรม  และขับรถไปเที่ยวต่อที่ Takaghiho Gorge ที่เมือง Miyasaki ครับ

หุบเขาทะคะจิโฮะ (Takachiho Gorge) จังหวัดมิยะซะกิ (Miyazaki) หน้าผาชันสูงเฉลี่ย 80 เมตร (บางช่วงสูงมากถึง 100 เมตร) ทอดตัวเป็นแนวยาวถึง 7 กิโลเมตรจนกลายเป็นหุบเขาที่งดงาม ระหว่างหน้าผามีแม่น้ำสีฟ้าอมเขียวสวยงามมาก  ชวนให้นึกถึงคลองแสนแสบของบ้านเราเลย TT  เราได้มีโอกาสมาที่นี่เป็นครั้งแรกก็รู้สึกประทับใจในความสวยงามของธรรมชาติบริเวณนี้มากครับ

สำหรับกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงที่นี่คือ การพายเรือล่องลำนำ้ครับ  วันที่มาอากาศแจ่มใส ทำให้สีน้ำนั้นใสและมีสีฟ้าอมเขียวที่สวยงามมากครับ  เราก็มาต่อคิวลงเรือกันที่ท่าน้ำกัน

พายเรือออกมาได้ไม่ไกล  น้องเป็ดก็ว่ายน้ำมาทักทายเราครับ  น้องเป็ดเป็นมิตรมาก ไม่มีความกลัวคนเลย

น้ำสีฟ้าอมเขียว  สวยงามมากครับ ที่นี่เป็นอีกที่ในฝันที่อยากมาสักครั้งในชีวิต  พอได้มาหยิกแขนตัวเองหลายรอบเลยว่าเราได้มาจริงๆหรือนี่  5555

ที่นี่ยังมีไฮไลท์อีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือ น้ำตกมะนะอิโนทาคิ (Manainotaki) ที่มีความสูงถึง 17 เมตร ซึ่งมีความงามที่โดดเด่นและเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของหุบเขาทะคะจิโฮะแห่งนี้ เมื่อเราพายเรือเข้าไปใกล้บริเวณฐานน้ำตกเนื่องจากเราพายเรือไม่เก่ง ทำให้เข้าไปบริเวณที่น้ำตกตกลงมา เราก็จะโดนละอองน้ำจากน้ำตกทำให้เปียกปอนกันทั้งคู่ครับ  ไม่รู้ว่ามาพายเรือหรือมาเล่นน้ำตก 55555

หลังจากที่เราพายเรือกันอย่างสนุกสนานแล้ว  เราก็ได้เดินทางต่อไปยัง Isshingyou no Oozakura เพื่อไปชมต้นซากุระยักษ์ที่ขึ้นชื่อที่สุดแห่งหนึ่งของคิวชูครับ

วิวทิวทัศน์ระหว่างทางนั้นสวยงามมากครับ  มีภูเขาสลับซับซ้อนตลอดเส้นทาง  เป็นภูมิประเทศที่สวยงามที่สุดเลยครับ   ระหว่างทางเราก็ตื่นเต้นที่จะได้ชมต้นซากุระยักษ์ต้นนี้  เพราะเคยเห็นแต่ในรูปครับ  และจากที่ดูพยากรณ์ซากุระ  เราจะได้มาช่วงที่ต้นนี้ Full Bloom พอดีครับ

        ณ ที่แห่งนี้มีต้นซากุระขนาดใหญ่เพียงต้นเดียวที่บานสะพรั่งอยู่ท่ามกลางต้นนาโนะฮานะมากมายนานนับ 400 ปี มาแล้ว ด้วยผลกระทบจากฟ้าผ่าและพายุตั้งแต่อดีตทำให้ลำต้นด้านล่างของซากุระแยกออกเป็นสองฝั่งคล้ายนกกางปีก เพราะโดนทั้งฟ้าฝ่าและพายุ ทำให้ลำต้นหัก พายุบ้าง ทำให้ทรงพุ่มเห็นเป็นเหมือนนกที่กางปีกออกอันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและสวยงามปรากฏแก่สายตาของคนที่มาเยี่ยมชม

แต่พอขับรถถึงสิ่งที่เราได้เจอนั้นคือ

v

v

v

v

ช๊อคนิดหน่อยครับ 5555 ไม่เห็นแม้แต่ดอกเดียวเลย  ได้ความจากผู้ดูแลสวนนี้ว่าปีนี้อากาศหนาวยาวนาน  ทำให้ซากุระยังไม่บานครับ  เสียใจ T^T ไว้ทริปหน้าจะมาแก้ตัวใหม่ครับ  ใครอยากดูภาพตอน Full Bloom หาได้ในอินเตอร์เน็ตเลยครับ  ผมไม่มี  555

ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกซะหน่อย

บรรยากาศรอบๆสวนครับ

สวยงามมาก อากาศก็ดีครับ  ฟินสุดๆ

จากนั้นเราได้เดินทางไปเที่ยวต่อยัง Mt.Aso  ซึ่งอยู่ในเมือง Kumamoto   ภูเขาไฟอะโซะ (阿蘇山, Asosan) ตั้งอยู่ในใจกลางเกาะคิวชู(Kyushuในจังหวัดคุมาโมโต้(Kumamoto)  ยังเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกครับ  ภูเขาไฟแห่งนี้นั้นเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับตรงกลางของปล่อยภูเขาไฟบนยอดเขาจะมีอยู่หลายปล่องด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือปากปล่องภูเขาไฟนาคาดาเกะ(Nakadake) ซึ่งเป็นปากปล่องภูเขาไฟที่สามารถเขาถึงได้ง่าย โดยทางถนนหรือกระเช้าไฟฟ้า

แต่ก่อนที่จะมาแนะนำว่าควรเช็คสถานะของปล่องภูเขาไฟก่อนมาทุกครั้งนะครับ เพราะสำคัญมากๆเผื่อว่าถ้าปริมาณก๊าซพิษที่ออกมาจากปล่องภูเขาไฟอาจจะมากเกินไปหรือภูเขาไฟแสดงความเสี่ยงว่าอาจจะปะทุขึ้นมาก็อาจจะปิดได้ ไม่งั้นจะเสียใจเหมือนผมเพราะไม่สามารถขึ้นไปได้ครับ  คาดว่าเป็นผลกระทบหลังจากแผ่นดินไหวที่คุมาโมโต้ครับ  ทำให้ปริมาณแก๊สออกมาจำนวนมาก จนไม่สามารถขึ้นไปได้  เสียใจอีกแล้ววว   แต่ถึงแม้จะเปิดให้บริการตามปกติบริเวณปากปล่องก็จะมีก๊าซอยู่มาก ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจความหลีกเลี่ยงครับ

ควันออกมาเยอะจริงๆครับ T^T

หลังจากที่เราผิดหวังจากการชมปากปล่องภูเขาไฟ เราจึงขับรถเพื่อชมทัศนียภาพแถวๆนั้นกันครับ  บริเวณระแวกนี้เป็นหมู่บ้านเล็กๆ โดยชาวบ้านแถวนี้มีการเลี้ยงวัวและทำการเกษตรครับผม

พาหนะที่ใช้ในการเดินทางตลอดทริปนี้ครับ

วิวสวยมากครับ

ตอนต่อไปผมจะมาเขียนเกี่ยวกับที่พักใน  Kurokawa Onsen ครับ   แล้วเรามาพบกันใหม่ในตอนที่ 3 นะครับ  บ๊ายบายย

    [PR]

    ถ้าคุณชอบบทความนี้
    กด "ถูกใจ" ด้วย!

    กด “ถูกใจ” และรับข้อมูลล่าสุด!

    ใส่ความเห็น

    Your email address will not be published. Required fields are marked *

    You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>

    เพื่อออกความคิดเห็น กรุณาเข้าสู่ระบบใน facebook ก่อน คลิกที่นี่เพื่อเข้าสู่ระบบหรือลงทะเบียน