โอไฮโยะ โกไซมัส สวัสดีตอนเช้าเพื่อนๆ ทุกคนครับ ผมชื่อฐาครับ กลับมาพบกันอีกหลังจากไม่ได้มาเขียนบล็อคเพิ่มเติมหลายเดือนเลย มัวแต่ยุ่งๆเรื่องงานอยู่ T^T แต่เราก็ไม่เคยหยุดไปเที่ยวนะครับ 555 กลับมาเล่าต่อจากครั้งที่แล้วสำหรับทริปคิวชูครับ ต่อ
ไปเราจะไปเที่ยวกันต่อที่ Kokonoe Yume Bridge ครับ
สำหรับแผนการเดินทางของเราเป็นดังนี้ครับ
-------
วันที่ 1 Fukuoka Airport , Nokonoshima islandpark, Dazaifu, Yufuin ,Reimei Ryokan
วันที่ 2 Yufuin,Kokknoe Yume Bridge , Kitsuki Oita , Jigoku area Beppu ,Nishitetsu Hotel Beppu
วันที่ 3 Takaghiho Gorge Miyasaki , Isshingyou no Oozakura , Mt.Aso Kumamoto , Kurokawa Onsen Kumamoto
วันที่ 4 Kumamoto Castle ,Amakusa-shi,Shimabara Nagasaki , Nagasaki viewpoint
วันที่ 5 Nagasaki City , Meganebashi Brigde, China town , Nagasaki port , Huis ten Bosch
วันที่ 6 Fukuoka City , Back to SIN
-------

Kokonoe Yume Bridge http://www.yumeooturihashi.com/
ตั้งอยู่เมือง Kokonoe ในจังหวัด Oita มีความสูง 173 เมตร ยาว 390 เมตร กว้าง 1.5 เมตร เป็นอดีตสะพานแขวนสำหรับคนเดินที่ยาวและสูงที่สุดในญี่ปุ่น มีค่าเข้าชมคนละ 500 เยนครับ

วันที่ไปนั้นอากาศค่อนจ้างหนาวและมีลูกเห็บตกด้วยครับ ระหว่างทางที่เดินอยู่บนสะพานนั้นมีลมพัดเป็นระยะ ทำให้สะพานแกว่งเล็กน้อย เสียวๆดีครับ สำหรับคนที่กลัวความสูงนั้นอาจจะก้าวขาไม่ออกกันเลยทีเดียว 555

ที่ด้านมุมซ้ายล่างจะสังเกตเห็นน้ำตก ซึ่งน้ำตกที่ติด 1 ใน 100 น้ำตกที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นด้วย นั่นคือน้ำตกชินโดโนตากิครับ

ช่วงที่ไปนั้นเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิครับ ทำให้มีความเขียวขจีของป่าด้านล่าง แต่ถ้าใครมีโอกาสแนะนำให้มาช่วงฤดูใบไม้ร่วง ช่วงเดือนพฤศจิกายนนะครับ เพราะด้านล่างนั้นต้นไม้จะเปลี่ยนสีเป็นสีแดง เหลือง สลับกันสวยงามมากครับ ถ้ามีโอกาสมาอีกครั้งจะถ่ายรูปมาฝากทุกคนครับ
สามารถซื้อทัวร์หนึ่งวัน Kokonoe Yume Bridge, Yufuin และ Kurokawa Onsen จากฟุกุโอกะที่ Klook นะครับ
หลังจากชมบรรยากาศโดยรอบสะพานแขวน และถ่ายรูปจนเป็นที่พอใจแล้ว เราก็รีบเดินทางไปที่เมืองคิทซึกิ จังหวัดโออิตะ ซึ่งเป็นเมืองที่ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวรู้จักกันมากนัก แต่ปัจจุบันนี้เสน่ห์ของเมืองคิทซึกิที่เป็นเมืองที่มีบรรยากาศเหมาะกับชุดกิโมโนกำลังเป็นที่สนใจในหมู่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนได้ลองมาใส่ชุดกิโมโนเดินเล่นตามถนนในเมืองนี้เพื่อสัมผัสกับบรรยากาศของญี่ปุ่นสมัยอดีตกัน

เมื่อมาถึงเมือง เราได้เดินทางไปเช่าชุดยูกาตะที่ร้าน วะระคุอัน ซึ่งเป็นร้านที่มีชื่อเสียงมาก มีชุดกิโมโนและยูกะตะให้เช่ามากกว่า 250 ชุด พร้อมทั้งมีบริการใส่ชุดให้ด้วยครับ และเจ้าของร้านใจดีและคุยสนุกมาก พอรู้ว่าเรามาจากประเทศไทยก็ทักทายเราเป็นภาษาไทยและยังให้กระดาษพับเป็นของที่ระลึกเราอีกต่างหาก
ถ้ามาเที่ยวที่เมืองคิทซึกิและสวมชุดกิโมโนหรือยูกะตะ จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของทางราชการต่างๆ เช่น ปราสาทคิทซึกิ และบ้านซามูไรโอฮาระเท เป็นต้น นอกจากนี้ยังจะได้รับบัตรลดราคาร้านอาหารในเมืองหรือของขวัญเล็กๆน้อยๆเป็นบริการพิเศษอีกด้วย เราจึงพบเห็นนักท่องเที่ยวแทบทุกคนสวมชุดประจำชาติและเดินเที่ยวกันทั่วเมือง ไทยเราน่าจะเอาไปเป็นแบบอย่างบ้างนะครับจะได้เป็นการโปรโมทการท่องเที่ยวไปอีกทางนึงด้วยครับ

หลังจากใส่ชุดยูกะตะเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกมาเดินเล่นรอบเมือง จุดแรกที่เราไปนั้นเรียกว่า เนินซุยะโนะซะกะ ซึ่งเป็นเนินที่เรียงรายด้วยรั้วดินและกำแพงหิน และมีชื่อเสียงโด่งดังด้วยทางเดินที่ปูหินเรียงรายสวยงามจับตา เนินนี้ทอดตัวยาวจากย่านอยู่อาศัยของบรรดาพ่อค้าไปจนถึงแหล่งที่อยู่ของเหล่าซามูไร มีผู้คนสัญจรไปมาเป็นจำนวนมากตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

เมืองคิทซึกินั้นมีเนินลักษณะเดียวกันนี้อยู่หลายแห่ง การใส่ชุดประจำชาติเดินเล่นบริเวณนี้ก็ทำให้นึกถึงอดีตที่ผ่านมาของเมืองนี้เช่นกัน

จากนั้นเราเดินทาเรื่อยๆ จนถึงหมู่บ้านซามูไร ในจำนวนนี้บ้านซามูไรหลังที่สวยงามมีระดับมากที่สุดก็คือบ้านโอฮาระเท ซึ่งมีประตูทางเข้ากว้างขวางอยู่ในบริเวณสวนที่สวยงาม ทำให้เรานึกย้อนไปถึงอดีตและเห็นถึงวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวญี่ปุ่นในเมืองนี้ครับ

หลังทางที่เราเดินขึ้นเนินเขาเพื่อชมเมือง เราก็ได้ขึ้นมาถึงจุดชมวิวที่อยู่บริเวณปราสาทคิทซึกิ ซึ่งเราจะมองเห็นเมืองทางด้านล่างและทะเล ด้านบนลมแรงและอากาศเย็นสบายมากครับ

และแล้วก็เดินทางมาถึงปราสาทคิทซึกิ ซึ่งอยู่คู่กับเมืองนี้มานานกว่า 600 ปีแล้วและผ่านภัยธรรมชาติมาหลายครั้ง ทำให้ต้องย้ายพื้นที่และซ่อมแซมบ่อยครั้ง จากบนหอคอยยอดปราสาทมองออกไปจะเห็นภาพทิวทัศน์ที่งดงาม ส่วนภายในเป็นหอเก็บเอกสาร ซึ่งจัดแสดงสิ่งของต่างๆด้วย เช่น ดาบ กระบี่ และชุดเกราะเป็นต้น และอาณาบริเวณทั้งหมดของปราสาทคิทซึกิจะเป็นสวนสาธารณะ ที่สำคัญใส่ชุดยูกะตะ เข้าที่นี่ฟรีครับ ไม่อย่างนั้นต้องเสียเงินเข้า 300 เยน
หลังจากที่เดินเล่นกันด้วยระยะทางมากกว่า 10 กม. โดยไม่รู้สึกเหนื่อยแล้ว (ถ้าเดินใน กทม แบบนี้คงละลายไปแล้ว 55 ) เราก็ได้ขับรถกันต่อไปที่เมืองเบปปุ เมืองแห่งออนเซนที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น พอเข้าเขตเมืองแล้วก็พบเห็นไอน้ำลอยขึ้นจำนวนมาก เรามัวแต่ตื่นเต้นอยู่เลยไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลย 55555 โดยเราจะไปเที่ยวบ่อน้ำร้อนชื่ดังของเมืองนี้กันครับ
บ่อนรกหรือจิโกกุ (地獄, jigoku) ที่เบปปุ(Beppu)แหล่งออนเซนที่มีชื่อเสียงลำดับต้นๆของญี่ปุ่น เรียกได้ว่าถ้ามาเบปปุแล้วไม่มาล่ะก็เหมือนมาไม่ถึง บ่อนรก จิโกกุ สามารถแบ่งเป็น 2ส่วนหลักๆด้วยกัน ส่วนแรกนั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 6 บ่อโดยตั้งอยู่ในเขตคันนาว่า(Kannawa) ประกอบด้วย Umi Jigoku, Oniishibozu Jigoku, Shiraike Jigoku, Kamado Jigoku, Oniyama Jigoku, Yama Jigoku แต่ละบ่อจะตั้งอยู่ใกล้ๆกัน ใช้เวลา ในส่วนอีก 2 บ่อจะตั้งอยู่ที่เขตชิบาเซกิ(Shibaseki)ที่อยู่ห่างไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร ประกอบด้วย Chinoike Jigoku และ Tatsumaki Jigoku โดยจะมีรถบัสให้บริการที่วิ่งไปลงที่ด้านหน้าของบ่อทั้ง 2 นี้เลย
เนื่องจากเราไปถึงเบปปุก็ค่อนข้างเย็นแล้วจึงมีเวลาไปเที่ยวแค่ 2 บ่อเท่านั้น เสียใจมาก ไว้วันหลังค่อยมาใหม่ก็ได้ 5555 โดยบ่อที่เราไปนั้นคือบ่อ Umi Jigoku และบ่อ Chinoike Jigoku ครับ



บ่อนี้เป็นไฮไลท์ของโซน Kannawa น้ำพุในบ่อจะมีสีฟ้าซึ่งจะมีโคบอลต์เป็นส่วนประกอบ ทำให้บ่อนี้มีชื่อเรียกว่า Umi (อุมิ) แปลว่า ทะเล บ่อมีความลึกประมาณ 200 เมตร อุณหภูมิสูงถึง 98 องศาเซลเซียส บริเวณเดียวกันยังมีบ่อน้ำพุร้อนเล็กๆ เป็นบ่อสีส้มซึ่งเต็มไปด้วยเหล็กและแมกนีเซียม รอบๆบ่อยังออกแบบให้มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม ตอนไปถึงฝนตกหนักมากครับ จึงไม่ค่อยได้ถ่ายรูปมาเท่าไหร่เลย

![]()
![]()
บ่อที่ 2 ที่เราไปนั่นคือ Chinoike Jigoku หรือ “บ่อสีเลือด (Blood Pond Hell)” ชื่อฟังดูน่ากลัว เป็นบ่อน้ำพุร้อนสีแดงคล้ายสีเลือด ที่เห็นเป็นสีแดงเพราะมีส่วนประกอบของสนิมเหล็กอยู่มาก ปฏิกิริยาร้อนระอุถึง 78 องศา เลยกลายเป็นที่มาของบ่อน้ำพุร้อนสีแดงแห่งนี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Akayusen
สามารถซื้อทัวร์หนึ่งวัน Beppu Onsen และ Yufuin จากฟุกุโอกะที่ Klook นะครับ
หลังจากนั้น ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว เราได้เดินทางไปพักที่โรงแรม Nishitetsu Resort Inn Beppu https://inn-beppu.nishitetsu-hotels.com/en-us ซึ่งเป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองเบปปุ มีที่จอดรถสะดวกและใกล้สถานีรถไฟ เหมาะสำหรับทั้งลูกค้าที่เดินทางโดยรถไฟและขับรถมาเองครับ โดยที่ชอบอีกอยากนึงก็คือที่นี่มีออนเซนด้วย เป็นออนเซ็นที่อยู่ในตัวอาคารและตกแต่งได้สวยงามครับ

มื้อค่ำฝากท้องไว้ที่ร้านเนื้อย่างใกล้ๆโรงแรม ขออภัยที่จำชื่อร้านอาหารไม่ได้เนื่องจากหิวมาก โดยเดินไปทางขวา เลียบชายทะเลไปเรื่อยๆประมาณ 500 เมตร ก็จะเจอร้านอาหารมากมายในบริเวณนั้นครับ ราคาถือว่าไม่แพงมาก และอร่อยมากครับ
ตื่นเช้ามาวันที่ 3 ของการมาเที่ยว เนื่องจากคืนก่อนหน้านั้นเหนื่อยมากจากการเดินทาง จึงทำให้ตื่นเกือบ 9.00 ครับ เราจึงต้องรีบอาบน้ำและ Check out โรงแรม และขับรถไปเที่ยวต่อที่ Takaghiho Gorge ที่เมือง Miyasaki ครับ

หุบเขาทะคะจิโฮะ (Takachiho Gorge) จังหวัดมิยะซะกิ (Miyazaki) หน้าผาชันสูงเฉลี่ย 80 เมตร (บางช่วงสูงมากถึง 100 เมตร) ทอดตัวเป็นแนวยาวถึง 7 กิโลเมตรจนกลายเป็นหุบเขาที่งดงาม ระหว่างหน้าผามีแม่น้ำสีฟ้าอมเขียวสวยงามมาก ชวนให้นึกถึงคลองแสนแสบของบ้านเราเลย TT เราได้มีโอกาสมาที่นี่เป็นครั้งแรกก็รู้สึกประทับใจในความสวยงามของธรรมชาติบริเวณนี้มากครับ

สำหรับกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงที่นี่คือ การพายเรือล่องลำนำ้ครับ วันที่มาอากาศแจ่มใส ทำให้สีน้ำนั้นใสและมีสีฟ้าอมเขียวที่สวยงามมากครับ เราก็มาต่อคิวลงเรือกันที่ท่าน้ำกัน

พายเรือออกมาได้ไม่ไกล น้องเป็ดก็ว่ายน้ำมาทักทายเราครับ น้องเป็ดเป็นมิตรมาก ไม่มีความกลัวคนเลย

น้ำสีฟ้าอมเขียว สวยงามมากครับ ที่นี่เป็นอีกที่ในฝันที่อยากมาสักครั้งในชีวิต พอได้มาหยิกแขนตัวเองหลายรอบเลยว่าเราได้มาจริงๆหรือนี่ 5555


ที่นี่ยังมีไฮไลท์อีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือ น้ำตกมะนะอิโนทาคิ (Manainotaki) ที่มีความสูงถึง 17 เมตร ซึ่งมีความงามที่โดดเด่นและเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของหุบเขาทะคะจิโฮะแห่งนี้ เมื่อเราพายเรือเข้าไปใกล้บริเวณฐานน้ำตกเนื่องจากเราพายเรือไม่เก่ง ทำให้เข้าไปบริเวณที่น้ำตกตกลงมา เราก็จะโดนละอองน้ำจากน้ำตกทำให้เปียกปอนกันทั้งคู่ครับ ไม่รู้ว่ามาพายเรือหรือมาเล่นน้ำตก 55555
หลังจากที่เราพายเรือกันอย่างสนุกสนานแล้ว เราก็ได้เดินทางต่อไปยัง Isshingyou no Oozakura เพื่อไปชมต้นซากุระยักษ์ที่ขึ้นชื่อที่สุดแห่งหนึ่งของคิวชูครับ

วิวทิวทัศน์ระหว่างทางนั้นสวยงามมากครับ มีภูเขาสลับซับซ้อนตลอดเส้นทาง เป็นภูมิประเทศที่สวยงามที่สุดเลยครับ ระหว่างทางเราก็ตื่นเต้นที่จะได้ชมต้นซากุระยักษ์ต้นนี้ เพราะเคยเห็นแต่ในรูปครับ และจากที่ดูพยากรณ์ซากุระ เราจะได้มาช่วงที่ต้นนี้ Full Bloom พอดีครับ
ณ ที่แห่งนี้มีต้นซากุระขนาดใหญ่เพียงต้นเดียวที่บานสะพรั่งอยู่ท่ามกลางต้นนาโนะฮานะมากมายนานนับ 400 ปี มาแล้ว ด้วยผลกระทบจากฟ้าผ่าและพายุตั้งแต่อดีตทำให้ลำต้นด้านล่างของซากุระแยกออกเป็นสองฝั่งคล้ายนกกางปีก เพราะโดนทั้งฟ้าฝ่าและพายุ ทำให้ลำต้นหัก พายุบ้าง ทำให้ทรงพุ่มเห็นเป็นเหมือนนกที่กางปีกออกอันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและสวยงามปรากฏแก่สายตาของคนที่มาเยี่ยมชม
แต่พอขับรถถึงสิ่งที่เราได้เจอนั้นคือ
v
v
v
v

ช๊อคนิดหน่อยครับ 5555 ไม่เห็นแม้แต่ดอกเดียวเลย ได้ความจากผู้ดูแลสวนนี้ว่าปีนี้อากาศหนาวยาวนาน ทำให้ซากุระยังไม่บานครับ เสียใจ T^T ไว้ทริปหน้าจะมาแก้ตัวใหม่ครับ ใครอยากดูภาพตอน Full Bloom หาได้ในอินเตอร์เน็ตเลยครับ ผมไม่มี 555

ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกซะหน่อย

บรรยากาศรอบๆสวนครับ

สวยงามมาก อากาศก็ดีครับ ฟินสุดๆ
จากนั้นเราได้เดินทางไปเที่ยวต่อยัง Mt.Aso ซึ่งอยู่ในเมือง Kumamoto ภูเขาไฟอะโซะ (阿蘇山, Asosan) ตั้งอยู่ในใจกลางเกาะคิวชู(Kyushuในจังหวัดคุมาโมโต้(Kumamoto) ยังเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกครับ ภูเขาไฟแห่งนี้นั้นเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับตรงกลางของปล่อยภูเขาไฟบนยอดเขาจะมีอยู่หลายปล่องด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือปากปล่องภูเขาไฟนาคาดาเกะ(Nakadake) ซึ่งเป็นปากปล่องภูเขาไฟที่สามารถเขาถึงได้ง่าย โดยทางถนนหรือกระเช้าไฟฟ้า

แต่ก่อนที่จะมาแนะนำว่าควรเช็คสถานะของปล่องภูเขาไฟก่อนมาทุกครั้งนะครับ เพราะสำคัญมากๆเผื่อว่าถ้าปริมาณก๊าซพิษที่ออกมาจากปล่องภูเขาไฟอาจจะมากเกินไปหรือภูเขาไฟแสดงความเสี่ยงว่าอาจจะปะทุขึ้นมาก็อาจจะปิดได้ ไม่งั้นจะเสียใจเหมือนผมเพราะไม่สามารถขึ้นไปได้ครับ คาดว่าเป็นผลกระทบหลังจากแผ่นดินไหวที่คุมาโมโต้ครับ ทำให้ปริมาณแก๊สออกมาจำนวนมาก จนไม่สามารถขึ้นไปได้ เสียใจอีกแล้ววว แต่ถึงแม้จะเปิดให้บริการตามปกติบริเวณปากปล่องก็จะมีก๊าซอยู่มาก ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจความหลีกเลี่ยงครับ

ควันออกมาเยอะจริงๆครับ T^T
หลังจากที่เราผิดหวังจากการชมปากปล่องภูเขาไฟ เราจึงขับรถเพื่อชมทัศนียภาพแถวๆนั้นกันครับ บริเวณระแวกนี้เป็นหมู่บ้านเล็กๆ โดยชาวบ้านแถวนี้มีการเลี้ยงวัวและทำการเกษตรครับผม

พาหนะที่ใช้ในการเดินทางตลอดทริปนี้ครับ

วิวสวยมากครับ

ตอนต่อไปผมจะมาเขียนเกี่ยวกับที่พักใน Kurokawa Onsen ครับ แล้วเรามาพบกันใหม่ในตอนที่ 3 นะครับ บ๊ายบายย
ดูรถเช่าที่ญี่ปุ่นใน Klook
ดูรถเช่าที่ญี่ปุ่นใน Klook จากที่นี่ >>















