blog ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

ทริปสั้นๆที่คันไซ และ หนึ่งวันที่สุดแสน “จะรีบไปไหน” ในโตเกียว

DSC_0217

ผู้ร่วมเดินทาง

| คู่รัก/แฟน |

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อหนึ่งคน

| 10000 - 19999thb |

ระยะเวลาการเดินทาง

| 3 วัน |

ยานพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง

|

รถไฟ | 

รถโดยสาร | 

เที่ยวแบบไหน

| ไปด้วยตนเอง |

ชื่อสถานที่หรือภูมิภาคที่ไป

  • นัมบะ โดทงบุริ
  • ตลาดเทนจินบาชิสุจิ สำเพ็งญี่ปุ่น
  • วัดทองคินคะคุจิ
  • วัดน้ำใส
  • ย่านกิออน เกียวโต
  • โตเกียว ชินจูกุ
  • โตเกียวทาวเวอร์

สวัสดีค่ะทุกคน คราวที่แล้วเราได้เขียนบทความบรรยายถึงทริปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกของเราโดยเน้นไปที่ไฮไลท์ของทริปคือ ภูเขาไฟฟูจิ - วันนี้เราจะมาเล่าต่อในพาร์ทที่ 2 ซึ่งเกิดขึ้นที่โอซาก้า, เกียวโต และโตเกียว อธิบายซ้ำอีกนิดนึงว่า Timeline การเที่ยวของเรา คือ โอซาก้า-เกียวโต-โอซาก้า-เม้าท์ฟูจิ-โตเกียว ดูแล้วอาจจะงงๆว่า เห้ยย ก็แล้วทำไมต้องบรรยายเป็นพาร์ทข้ามไปข้ามมาให้มันแหว่งๆงั้นล่ะ 555 เหตุผลคือ ที่โอซาก้า เกียวโต และโตเกียว จะเป็นอารมณ์แบบรีบๆสั้นๆ (แต่ก็มันส์ใช่น้อยนะตัวเธอ) แถมรูปส่วนใหญ่อยู่ในการ์ดที่ไฟล์เสียด้วย (แงๆๆ) เลยรวบไว้ที่เดียวจะดีกว่าค่ะ ...

เอาเป็นว่า เรามาเริ่มเดินทางไปด้วยกันเลยนะคะ >>

"โอซาก้า"

ในส่วนของการเดินทางจากกรุงเทพฯ จะสรุปสั้นๆอีกทีนะคะ รายละเอียดสามารถอ่านได้จากพาร์ทที่แล้วค่ะ (ทริปนี้เรามากับแฟนจ้า);

  • เดินทางโดยสายการบิน Thai Air Asia X จากดอนเมือง - KIX (ไปกลับ 7,000++ บาท)
  • ใช้เวลาบิน 5 ชั่วโมง จากนั้นเข้าเช็คที่ ตม. แล้วก็รีบวิ่งมาซื้อตั๋วรถไฟไปลงสถานีนัมบะ (ตั๋วรถไฟ 900 เยน)
  • ก่อนจะขึ้นรถไฟ แอบแว่บไปซื้อซิมอินเตอร์เน็ตจากตู้ขายอัตโนมัติ (ประมาณ 800 เยน ไม่เป๊ะ อาจจะถูกกว่านี้)
  • ถึงนัมบะ เดินยาวมาโผล่แถวโดทงบุริ แล้วเดินต่อไปที่ Eco Cube เป็นโรงแรมแคปซูล (300++ บาท/คืน)

วันต่อมาเราเช็คเอ้าท์ประมาณสายๆก่อนเที่ยง หาอะไรกินจากแฟมิลีมาร์ท จากนั้นก็เดินไปซื้อบัตร Kansai Thru Pass ที่ตึก Nankai ซึ่งอยู่ใจกลางนัมบะ (ทาง Eco Cube ใจดีให้เราฝากกระเป๋าไว้ที่นั่นก่อน เพราะถ้าลากไปด้วยน่าจะไม่สะดวกค่ะ) เราซื้อตั๋วแบบ 3 วัน ราคาประมาณ 5,500 เยน ใช้กับรถไฟใต้ดินทั่วคันไซ รวมทั้งรถประจำทางท้องถิ่นด้วย

**ไม่ได้ซื้อบัตร JR นะคะ เพราะนอกจากแถบคันไซแล้ว เราก็ไม่ได้นั่งรถไฟไปต่างเมืองเท่าไหร่ ยกเว้นตอนไปฟูจิ ซึ่งพอคำนวนทั้งหมดแล้ว ใช้ คันไซ ทรู พาส คุ้มสำหรับเรามากกว่าค่ะ

อันนี้คือภาพบรรยากาศแถบนั้นช่วงสายๆ;

หลังจากได้บัตร Kansai Thru Pass เรียบร้อย เราก็เดินกลับมาเอากระเป๋าที่ Eco Cube แล้วไปเช็คอินน์อีกโรงแรมนึง เป็นที่พักที่อยู่ใจกลางโดทงบุริเลยค่ะ เราจำชื่อโรงแรมไม่ได้ แถมไม่ได้ถ่ายรูปมาด้วย แต่ราคาถูกมาก น่าจะคืนละ 7-800 บาท - ขึ้นห้องพักปุ๊บ เราก็ขออาบน้ำแบบแช่อ่างก่อนเลย อาบเสร็จก็กะว่าจะงีบสักหน่อยแล้วค่อยเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปเที่ยวให้ขาลาก ... ที่ไหนได้ ... เผลอหลับไปซะยาว ตื่นมาอีกทีคือบ่ายโมงแล้วแม่เจ้า! ชั้นยังเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ 5555

  • แผนที่ตั้งใจไว้คือ จะไปเที่ยวปราสาทโอซาก้า/อควาเรียม และ ตลาด Tenjimbashi-suji จะทันมั้ยน้าๆๆๆ

เราออกจากโรงแรม เดินผ่านอาเขตและร้านรวงต่างๆมากมายในย่านโดทงบุริ ผ่านป้ายขุ่นพี่กูลิโกะด้วยนะ แต่ช้าก่อน ณ เวลานั้นเราจะเผลอใจไปกับใครไม่ได้ เพราะ..ปราสาทก็ต้องไป ตลาดก็ต้องแวะ เรา 2 คนเลยเดินจ้ำพรวดๆ ไปนั่งรถไฟใต้ดินที่สถานี Shinsaibashi ไปลงที่ Osaka Business Park จากนั้นต้องเดินต่ออีกหน่อยตามทางเดินที่พื้นฟุตพาธดีเว่อร์ บริเวณนั้นส่วนใหญ่จะเป็นตึกราชการ กับพวกตึกสำนักงานที่ดูหรูๆหน่อย มีสวนสาธารณะด้วยนะ ...

... และแล้วก็ถึงที่หมาย

(รูปนี้เป็นรูปของเราเอง แต่ไม่ใช่ทริปเดียวกันนี้ เอามาลงอ้างอิงสถานที่เฉยๆจ้า)

  • เป้าหมายต่อไปคือ ตลาด Tenjimbashi-Suji โดยเรานั่งจากสถานี Osaka Business Park ย้อนไปลงที่ Nagahoribashi เพื่อเปลี่ยนไปนั่งรถไฟ Hankyu Senri Line (สายสีเหลืองเข้ม) ต่อจนถึง Tenjimbashisuji 6-Chome ไปโผล่สวยๆที่ตลาดเลยจ้า

Tenjimbashi-Suji เป็น Shopping Street ที่ยาวที่สุดถึง 2.6 กม. โดยลักษณะจะเป็นอาเขตทางเดินเดี่ยวยาวๆ มีร้านขายของเรียงรายทั้ง 2 ด้าน มีหลังคากันแดดกันฝนให้เดินสบาย ด้านในจะคล้ายๆสำเพ็งบ้านเรา แต่ทางเดินกว้างขวางกว่ามาก ไม่อึดอัดเหมือนสำเพ็ง ร้านรวงเยอะแยะมากมาย ขายสินค้าหลากหลายชนิด ที่สำคัญคือราคาถูกมาก

เมื่อเดินไปเรื่อยๆ จะเจอกับศาลเจ้าชื่อดังที่ตั้งอยู่ใจกลางอาเขต เสมือนเป็นจุดแวะพักสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินช้อปปิ้งกันจนขาลาก ให้ได้แวะพักพอได้หายใจหายคอ แถมยังได้ขอพรไปพร้อมกันด้วย;

หลังจากเดินช้อปปิ้งจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว 555 เห็นว่าตะวันยังไม่ลับขอบฟ้า เรา 2 คน เลยตัดสินใจว่า จะนั่งรถไฟชิลๆรอบโอซาก้าเอาเพลินๆ อยากลงสถานีไหนก็ลง เพราะยังไงก็ใช้บัตรเหมาอยู่แล้ว เผื่อเจออะไรน่าสนใจซึ่งก็พอมีบ้างประปราย แต่รูปทั้งหมด เช่นเดิม อยู่ในการ์ดที่เสีย ฮึ่ม!- จนพลบค่ำ เราถึงนั่งรถไฟมาลงที่ Shinsaibashi เดินเอาของไปเก็บโรงแรม แล้วกลับออกมาหาอะไรกินที่ย่านนัมบะและโดทงบุริ

**ภาพยามค่ำคืนที่ Dotonburi มีเพียบเลยจ้า;

**และแล้วโอซาก้าวันแรก ก็จบลงเพียงเท่านี้**

"เกียวโต"

วันที่ 2 บนแผ่นดินคันไซ วันนี้เราจะเดินทางไปเกียวโต โดยแพลนที่วางไว้คือ;

  • วัดคินคะคูจิ หรือ วังทอง (Kinkakuji or Golden Pavillion)
  • วัดคิโยะมิสึ หรือ วัดน้ำใส (Kiyomizudera Temple)
  • ปราสาทนิโจ (Nijo Castle)
  • ย่านการค้า GION

เช้านี้เราไปขึ้นรถไฟที่สถานี Namba นั่งไปถึง Yodoyabashi แล้วเปลี่ยนไปขึ้น Keihan Line ไปเกียวโต ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ก็ถึงสถานี Shijo ย่าน Gion เดินสำรวจแถบนี้ได้สักพัก ก็มาขึ้นรถเมล์หมายเลข 102 ไปลงที่สถานี Kinkakuji เพื่อไปยังเป้าหมายแรกของเรา คือ วัดคินคะคูจิ หรือวังทองนั่นเอง;

ที่วังทอง เราสามารถชมได้ในบริเวณโดยรอบ ผ่านสวนและป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์แบบสุดๆจนสัมผัสได้ถึงธรรมชาติ (ไม่ได้เว่อร์น้าา) ส่วนตัววังจะไม่ให้เข้าไป คงเพราะอายุอานามของสถาปัตยกรรมก็มากโข จึงต้องบำรุงรักษากันเป็นอย่างดี

จากนั้นเราตั้งใจว่าจะกลับไปที่ Gion อีกรอบ แต่ปรากฎว่านั่งรถผิดจ้ะแม่จ๋า กว่าจะรู้ตัวก็หลายเพลา หนูก็เลยต้องเลยตามเลยไปจนถึงสถานีขนส่งใหญ่ แล้วค่อยมาต่อรถเบอร์ 12 ไปที่ Nijo Castle แทน ซึ่งก็ไม่ได้ผิดหวังอะไร เพราะถือว่านั่งรถชมเมืองไปในตัว 555

ที่ปราสาทนิโจ... ก็เช่นเดียวกันคือเปิดให้ชมบริเวณรอบๆได้ทั้งหมด รวมทั้งตัวปราสาทด้านในด้วย แต่ต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบอย่างเคร่งครัด เช่น เข้าไปในตัวปราสาทแล้วห้ามถ่ายรูป เพราะเสียงชัตเตอร์และแสงแฟลชอาจจะทำลายคุณภาพของสิ่งของและสถาปัตยกรรมต่างๆในนั้นได้

พอออกมาด้านนอก อยู่ๆความรู้สึกดีๆก็วูบขึ้นมาจนน่าขนลุก นี่เป็นสถานที่ที่เราชอบมากอีกแห่งหนึ่งในทริปเลยทีเดียว บรรยากาศภายนอกสวยตามธรรมชาติแบบโบราณและเราก็กดชัตเตอร์รัวๆอยู่เหมือนกัน แต่เหลือรอดมา 1 รูปถ้วน เพราะถ่ายจากมือถือ 😀

(รูปที่ปราสาทนิโจ ไปๆมาๆเหลือรอด 1 รูปถ้วน ฮึ่ย! เสียใจยิ่งนัก)

จำไม่ได้ว่า จากตรงนั้นเราหาทางนั่งรถเมล์ไปวัดน้ำใสได้ยังไง รู้แต่ว่าไปได้แบบชิลๆ 5555

คือรถที่เรานั่งไปน่ะ ผ่านจุดที่เดินขึ้นเขาไปที่วัดได้นั่นแหละ แต่เป็นเราเองที่กลัวจะนั่งเลยป้าย เลยชิงลงก่อนจะถึง และพบว่าลงเร็วไปเยอะหน่อย เลยต้องเดินอีก 2 ป้ายรถเมล์ โอ๊ย บ้าบอที่สุด!

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะในที่สุดเราก็ดั้นด้นเดินขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงตัววัด เพื่อจะพบว่า "ปิดซ่อมบำรุง" โอ้มายก้อด!

นั่งรถกลับมาที่กิออนอีกรอบ คราวนี้ไม่หลงแล้วจ้าาาา - เราแวะกินข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง จำชื่อร้านไม่ได้แต่เป็นสไตล์ญี่ปุ่นผสมตะวันตก รสชาดอาหารถือว่าดีมากและราคาก็พอรับได้ นั่งกินดื่มจนอิ่มแปล้ก็ออกมาเดินลุยกิออนกันต่อ เราเดินทะลุแทบจะทุกซอยในย่านนี้ สุดท้ายก็ไปได้รองเท้าวิ่ง 2 คู่ จากร้าน ABC ... แปลกแต่จริง ราคาเท่ากันกับร้านที่ Osaka น่ะแหละ ทำไมต้องมาซื้อที่นี่กันนะ?

ตะวันคล้อยต่ำ เราเดินมาขึ้นรถไฟกลับโอซาก้าที่สถานีเดิม อ้อ ลืมบอกว่า ค่ารถเมล์และรถไฟทุกสาย เราจ่ายด้วยบัตรคันไซ ทรู พาส ทั้งหมดค่ะ

**จบการเดินทางที่เกียวโต ทำได้ตามเป้าแม้จะทุกลักทุเล แต่สนุกดี ไม่เหนื่อยเลยจริงๆค้าบ**

"โอซาก้า"

คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายของทริปนี้ที่โอซาก้า ไม่อยากจะเชื่อว่าการอยู่ที่นี่แค่ 2 คืน จะทำให้เรารู้สึกผูกพันธ์กับมันยังไงไม่รู้ (คาดว่าเพราะมาเที่ยวไม่ใช่มาทำงาน) ไม่อยากจากไปเลยนะเอาจริง - นั่นแหละครับท่านผู้ชม อยู่ดีๆก็ emotional กันขึ้นมาซะงั้น คืนนี้เลยตั้งใจจะไปเดินเที่ยวแบบชิลๆ หาที่ๆคนไม่พลุกพล่าน นั่งดื่มด่ำกับอากาศเย็นๆตอนกลางคืน หาอะไรอร่อยๆกิน แล้วค่อยกลับห้องนอน;

**จบทริปนี้ที่โอซาก้าและเกียวโตแล้วเจ้าค่ะ**

"โตเกียว"

ช่วงสายวันต่อมา เราเดินทางจากโอซาก้าไปยังฟูจิซัง โดยรายละเอียดได้บรรยายไว้ในพาร์ทที่แล้ว แต่จะสรุปคร่าวๆตรงนี้ให้อีกทีนะคะ;

  • นั่งรถไฟจากนัมบะไป Shin-Osaka เพื่อต่อ Shinkansen ไปยัง Mishima (ค่ารถไฟชินคันเซน 9,000 เยน)
  • จากมิชิม่า นั่งรถบัสไปสถานีรถบัส Kawakuchiko (2,300 เยน)
  • รถมารับไปที่โรงแรม Mizno Hotel (3,300 บาท/คืน)
  • เจอฟูจิซังเต็มๆแบบไม่มีเมฆบัง แช่ออนเซ็น วันต่อมานั่งรถ+เดินเที่ยว ทั้งวัน
  • ขากลับ ให้รถโรงแรมมาส่งที่สถานีรถบัส Kawakuchiko เหมือนเดิม เพื่อต่อรถบัสไปโตเกียว

เราเดินทางจาก Kawakuchiko ไปยังโตเกียว โดยใช้บริการรถโดยสาร Highway Bus ซึ่งจะพาเราไปเดินทางไปถึง Shinjuku โดยค่าตั๋วโดยสารอยู่ที่ 1,750 เยน ใช้เวลาเดินทางเกือบๆ 2 ชั่วโมง รถก็เทียบท่าที่ Shinjuku Expressway Bus Terminal

เราเหลือเวลาอีกประมาณ 5 ชั่วโมงก่อนถึงเวลาเช็คอินเพื่อขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯที่สนามบินฮาเนดะ - ตามที่แพลนกันไว้ก็คือ แฟนเราจะแวะไปทักทายและร่วมเทรนไอคิโด้ที่โดโจในย่าน Ikebukuro ตามที่เซนเซที่เมืองไทยได้แนะนำมา โดยระหว่างนั้นเราก็จะเที่ยวโตเกียวรอ

หลังจากแยกย้ายกัน เราก็ตัดสินใจไปเที่ยวที่โตเกียวทาวเวอร์ โดยนั่งรถไฟใต้ดิน Toei Line ที่ชินจูกุ ไปลงที่สถานี Daimond จากนั้นเดินต่ออีกหน่อยไปตามแผนที่ เดินไม่ไกลมากก็ถึงปากทางเข้าแล้ว เราเข้าบริเวณรอบๆตัวอาคาร เดินวนดูก่อนสักพักแล้วค่อยเข้าไปด้านใน ซึ่งมีร้านขายของฝาก ทั้งขนมและของที่ระลึกต่างๆอยู่หลายร้านเลยทีเดียว จากนั้นเอาจริงๆคือเราจำไม่ได้ว่าได้ซื้อตั๋วไหม (ที่ไม่แน่ใจเพราะเหมือนเดินไปขึ้นลิฟท์เลย แต่ไม่น่าเป็นไปได้ ก็คงต้องซื้อแหละแค่เบลอจนลืมเหตุการณ์นั้นไปดื้อๆ) แต่ราคาอยู่ที่ 900 เยน สำหรับการขึ้นไปชมวิวที่จุดชมวิวหลัก (main observatory);

(วิวของเมืองโตเกียวและ Tokyo Bay จากจุดชมวิวหลักของ Tokyo Tower)

(Mystery Ball ลูกเบสบอลลึกลับ ที่ถูกพบในเสาอากาศของ Tokyo Tower จนกลายเป็นอีกจุดขายหนึ่งของที่นี่)

(สนามกีฬาอเนกประสงค์ - มุมมองจากจุดชมวิวหลักของ Tokyo Tower)

เราใช้เวลาอยู่ที่โตเกียวทาวเวอร์กว่า 2 ชั่วโมง ใจจริงอยากนั่งรถไฟไป Tokyo Tree เหมือนกัน แต่นึกได้ว่าเหลือเวลาไม่มากและยังไม่ได้เที่ยวย่านชิบูย่าเลย จึงนั่งรถไฟกลับมาที่ชินจูกุและเริ่มออกเดินไปชิบูย่า จำได้ว่าเราเดินเข้าออกตามตรอกซอกซอย ผ่านแยกใหญ่น้อยและสัญญาณไฟจราจรไม่รู้กี่อัน แต่กลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลย แม้ปกติจะเป็นคนแข็งแรงอยู่แล้วแต่ก็ไม่นึกว่าจะเดินได้เยอะขนาดนี้ 5555

จนสมควรแก่เวลา เราก็นัดเจอกับแฟนที่เทรนไอคิโด้เสร็จแล้ว ที่ร้านอาหารร้านนึงในสถานีรถไฟ ก่อนจะนั่ง JR -Yamanote Line ไปลงสถานี Shinagawa แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟธรรมดา Keikyu Airport Line ไปลงที่ Haneda Airport International terminal เพื่อเตรียมเช็คอิน-ขึ้นเครื่อง Air Asia X กลับกรุงเทพฯ

"กลับแล้วนะคร้าบบบ"

สรุป เป็นทริปที่สุดแสนจะประทับใจแม้อะไรๆจะดูรีบเร่งไปหน่อย แต่ก็สนุกสนานบริหารเอเนอร์จี้ทั้งสมองและสองเท้าที่ก้าวเดินได้มากเลยทีเดียว ช่วงเวลาแห่งความสุขและการพักผ่อนมันผ่านไปไวจริงๆ

ส่งท้าย ช่วงนี้การท่องเที่ยวทั่วโลกคงจะซบเซาหน่อย เพราะพิษ Kovid-19 ซึ่งทั้งเมืองไทยและญี่ปุ่นก็เจอปัญหาไม่แพ้กัน ระหว่างนี้เราอยากให้ทุกคนรักษาสุขภาพ ถ้ายังไปไหนไม่ได้ก็ลองแวะอ่าน Blog หรือบทความท่องเที่ยว เก็บเกี่ยวความรู้และบ่มเพาะความอยากให้พร้อมไปก่อนก็ได้เนาะ ไว้เหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เราค่อยมาโบยบินไปด้วยกัน

ข้อมูลในหน้านี้อาจมีข้อมูลในวันที่เผยแพร่ แม้ว่าเราจะพยายามอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่อง แต่โปรดทราบว่าข้อมูลบางอย่างอาจไม่ได้รับการอัปเดต
RELATED POST
kawagoe-top
blog ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

หนึ่งวันในคาวาโกเอะ (Kawagoe) ลิตเติ้ล เอโดะ ย้อนบรรยากาศเมืองเก่าและขอพรศาลเจ้าความรักชื่อดัง ฮิกาวะ

15/04/2020
คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ

ถ้าคุณชอบบทความนี้
กด "ถูกใจ" ด้วย!

กด “ถูกใจ” และรับข้อมูลล่าสุด!