blog ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

ทริปสั้นๆที่คันไซ และ หนึ่งวันที่สุดแสน “จะรีบไปไหน” ในโตเกียว

ทริปสั้นๆที่คันไซ และ หนึ่งวันที่สุดแสน “จะรีบไปไหน” ในโตเกียว

ผู้ร่วมเดินทาง

| คู่รัก/แฟน |

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อหนึ่งคน

| 10000 - 19999thb |

ระยะเวลาการเดินทาง

| 3 วัน |

ยานพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง

|

เครื่องบินภายในประเทศ | 

รถไฟ | 

รถโดยสาร | 

เที่ยวแบบไหน

| ไปด้วยตนเอง |

สวัสดีค่ะทุกคน คราวที่แล้วเราได้เขียนบทความบรรยายถึงทริปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกของเราโดยเน้นไปที่ไฮไลท์ของทริปคือ ภูเขาไฟฟูจิ - วันนี้เราจะมาเล่าต่อในพาร์ทที่ 2 ซึ่งเกิดขึ้นที่โอซาก้า, เกียวโต และโตเกียว อธิบายซ้ำอีกนิดนึงว่า Timeline การเที่ยวของเรา คือ โอซาก้า-เกียวโต-โอซาก้า-เม้าท์ฟูจิ-โตเกียว ดูแล้วอาจจะงงๆว่า เห้ยย ก็แล้วทำไมต้องบรรยายเป็นพาร์ทข้ามไปข้ามมาให้มันแหว่งๆงั้นล่ะ 555 เหตุผลคือ ที่โอซาก้า เกียวโต และโตเกียว จะเป็นอารมณ์แบบรีบๆสั้นๆ (แต่ก็มันส์ใช่น้อยนะตัวเธอ) แถมรูปส่วนใหญ่อยู่ในการ์ดที่ไฟล์เสียด้วย (แงๆๆ) เลยรวบไว้ที่เดียวจะดีกว่าค่ะ ... เอาเป็นว่า เรามาเริ่มเดินทางไปด้วยกันเลยนะคะ >>

"โอซาก้า"

ในส่วนของการเดินทางจากกรุงเทพฯ จะสรุปสั้นๆอีกทีนะคะ รายละเอียดสามารถอ่านได้จากพาร์ทที่แล้วค่ะ (ทริปนี้เรามากับแฟนจ้า);

  • เดินทางโดยสายการบิน Thai Air Asia X จากดอนเมือง - KIX (ไปกลับ 7,000++ บาท)
  • ใช้เวลาบิน 5 ชั่วโมง จากนั้นเข้าเช็คที่ ตม. แล้วก็รีบวิ่งมาซื้อตั๋วรถไฟไปลงสถานีนัมบะ (ตั๋วรถไฟ 900 เยน)
  • ก่อนจะขึ้นรถไฟ แอบแว่บไปซื้อซิมอินเตอร์เน็ตจากตู้ขายอัตโนมัติ (ประมาณ 800 เยน ไม่เป๊ะ อาจจะถูกกว่านี้)
  • ถึงนัมบะ เดินยาวมาโผล่แถวโดทงบุริ แล้วเดินต่อไปที่ Eco Cube เป็นโรงแรมแคปซูล (300++ บาท/คืน)

วันต่อมาเราเช็คเอ้าท์ประมาณสายๆก่อนเที่ยง หาอะไรกินจากแฟมิลีมาร์ท จากนั้นก็เดินไปซื้อบัตร Kansai Thru Pass ที่ตึก Nankai ซึ่งอยู่ใจกลางนัมบะ (ทาง Eco Cube ใจดีให้เราฝากกระเป๋าไว้ที่นั่นก่อน เพราะถ้าลากไปด้วยน่าจะไม่สะดวกค่ะ) เราซื้อตั๋วแบบ 3 วัน ราคาประมาณ 5,500 เยน ใช้กับรถไฟใต้ดินทั่วคันไซ รวมทั้งรถประจำทางท้องถิ่นด้วย

**ไม่ได้ซื้อบัตร JR นะคะ เพราะนอกจากแถบคันไซแล้ว เราก็ไม่ได้นั่งรถไฟไปต่างเมืองเท่าไหร่ ยกเว้นตอนไปฟูจิ ซึ่งพอคำนวนทั้งหมดแล้ว ใช้ คันไซ ทรู พาส คุ้มสำหรับเรามากกว่าค่ะ อันนี้คือภาพบรรยากาศแถบนั้นช่วงสายๆ;

หลังจากได้บัตร Kansai Thru Pass เรียบร้อย เราก็เดินกลับมาเอากระเป๋าที่ Eco Cube แล้วไปเช็คอินน์อีกโรงแรมนึง เป็นที่พักที่อยู่ใจกลางโดทงบุริเลยค่ะ เราจำชื่อโรงแรมไม่ได้ แถมไม่ได้ถ่ายรูปมาด้วย แต่ราคาถูกมาก น่าจะคืนละ 7-800 บาท - ขึ้นห้องพักปุ๊บ เราก็ขออาบน้ำแบบแช่อ่างก่อนเลย อาบเสร็จก็กะว่าจะงีบสักหน่อยแล้วค่อยเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปเที่ยวให้ขาลาก ... ที่ไหนได้ ... เผลอหลับไปซะยาว ตื่นมาอีกทีคือบ่ายโมงแล้วแม่เจ้า! ชั้นยังเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ 5555

  • แผนที่ตั้งใจไว้คือ จะไปเที่ยวปราสาทโอซาก้า/อควาเรียม และ ตลาด Tenjimbashi-suji จะทันมั้ยน้าๆๆๆ

เราออกจากโรงแรม เดินผ่านอาเขตและร้านรวงต่างๆมากมายในย่านโดทงบุริ ผ่านป้ายขุ่นพี่กูลิโกะด้วยนะ แต่ช้าก่อน ณ เวลานั้นเราจะเผลอใจไปกับใครไม่ได้ เพราะ..ปราสาทก็ต้องไป ตลาดก็ต้องแวะ เรา 2 คนเลยเดินจ้ำพรวดๆ ไปนั่งรถไฟใต้ดินที่สถานี Shinsaibashi ไปลงที่ Osaka Business Park จากนั้นต้องเดินต่ออีกหน่อยตามทางเดินที่พื้นฟุตพาธดีเว่อร์ บริเวณนั้นส่วนใหญ่จะเป็นตึกราชการ กับพวกตึกสำนักงานที่ดูหรูๆหน่อย มีสวนสาธารณะด้วยนะ ... ... และแล้วก็ถึงที่หมาย

(รูปนี้เป็นรูปของเราเอง แต่ไม่ใช่ทริปเดียวกันนี้ เอามาลงอ้างอิงสถานที่เฉยๆจ้า)

  • เป้าหมายต่อไปคือ ตลาด Tenjimbashi-Suji โดยเรานั่งจากสถานี Osaka Business Park ย้อนไปลงที่ Nagahoribashi เพื่อเปลี่ยนไปนั่งรถไฟ Hankyu Senri Line (สายสีเหลืองเข้ม) ต่อจนถึง Tenjimbashisuji 6-Chome ไปโผล่สวยๆที่ตลาดเลยจ้า

Tenjimbashi-Suji เป็น Shopping Street ที่ยาวที่สุดถึง 2.6 กม. โดยลักษณะจะเป็นอาเขตทางเดินเดี่ยวยาวๆ มีร้านขายของเรียงรายทั้ง 2 ด้าน มีหลังคากันแดดกันฝนให้เดินสบาย ด้านในจะคล้ายๆสำเพ็งบ้านเรา แต่ทางเดินกว้างขวางกว่ามาก ไม่อึดอัดเหมือนสำเพ็ง ร้านรวงเยอะแยะมากมาย ขายสินค้าหลากหลายชนิด ที่สำคัญคือราคาถูกมาก

เมื่อเดินไปเรื่อยๆ จะเจอกับศาลเจ้าชื่อดังที่ตั้งอยู่ใจกลางอาเขต เสมือนเป็นจุดแวะพักสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินช้อปปิ้งกันจนขาลาก ให้ได้แวะพักพอได้หายใจหายคอ แถมยังได้ขอพรไปพร้อมกันด้วย;

หลังจากเดินช้อปปิ้งจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว 555 เห็นว่าตะวันยังไม่ลับขอบฟ้า เรา 2 คน เลยตัดสินใจว่า จะนั่งรถไฟชิลๆรอบโอซาก้าเอาเพลินๆ อยากลงสถานีไหนก็ลง เพราะยังไงก็ใช้บัตรเหมาอยู่แล้ว เผื่อเจออะไรน่าสนใจซึ่งก็พอมีบ้างประปราย แต่รูปทั้งหมด เช่นเดิม อยู่ในการ์ดที่เสีย ฮึ่ม!- จนพลบค่ำ เราถึงนั่งรถไฟมาลงที่ Shinsaibashi เดินเอาของไปเก็บโรงแรม แล้วกลับออกมาหาอะไรกินที่ย่านนัมบะและโดทงบุริ **ภาพยามค่ำคืนที่ Dotonburi มีเพียบเลยจ้า;

**และแล้วโอซาก้าวันแรก ก็จบลงเพียงเท่านี้**

"เกียวโต"

วันที่ 2 บนแผ่นดินคันไซ วันนี้เราจะเดินทางไปเกียวโต โดยแพลนที่วางไว้คือ;

  • วัดคินคะคูจิ หรือ วังทอง (Kinkakuji or Golden Pavillion)
  • วัดคิโยะมิสึ หรือ วัดน้ำใส (Kiyomizudera Temple)
  • ปราสาทนิโจ (Nijo Castle)
  • ย่านการค้า GION

เช้านี้เราไปขึ้นรถไฟที่สถานี Namba นั่งไปถึง Yodoyabashi แล้วเปลี่ยนไปขึ้น Keihan Line ไปเกียวโต ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ก็ถึงสถานี Shijo ย่าน Gion เดินสำรวจแถบนี้ได้สักพัก ก็มาขึ้นรถเมล์หมายเลข 102 ไปลงที่สถานี Kinkakuji เพื่อไปยังเป้าหมายแรกของเรา คือ วัดคินคะคูจิ หรือวังทองนั่นเอง;

ที่วังทอง เราสามารถชมได้ในบริเวณโดยรอบ ผ่านสวนและป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์แบบสุดๆจนสัมผัสได้ถึงธรรมชาติ (ไม่ได้เว่อร์น้าา) ส่วนตัววังจะไม่ให้เข้าไป คงเพราะอายุอานามของสถาปัตยกรรมก็มากโข จึงต้องบำรุงรักษากันเป็นอย่างดี จากนั้นเราตั้งใจว่าจะกลับไปที่ Gion อีกรอบ แต่ปรากฎว่านั่งรถผิดจ้ะแม่จ๋า กว่าจะรู้ตัวก็หลายเพลา หนูก็เลยต้องเลยตามเลยไปจนถึงสถานีขนส่งใหญ่ แล้วค่อยมาต่อรถเบอร์ 12 ไปที่ Nijo Castle แทน ซึ่งก็ไม่ได้ผิดหวังอะไร เพราะถือว่านั่งรถชมเมืองไปในตัว 555 ที่ปราสาทนิโจ... ก็เช่นเดียวกันคือเปิดให้ชมบริเวณรอบๆได้ทั้งหมด รวมทั้งตัวปราสาทด้านในด้วย แต่ต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบอย่างเคร่งครัด เช่น เข้าไปในตัวปราสาทแล้วห้ามถ่ายรูป เพราะเสียงชัตเตอร์และแสงแฟลชอาจจะทำลายคุณภาพของสิ่งของและสถาปัตยกรรมต่างๆในนั้นได้ พอออกมาด้านนอก อยู่ๆความรู้สึกดีๆก็วูบขึ้นมาจนน่าขนลุก นี่เป็นสถานที่ที่เราชอบมากอีกแห่งหนึ่งในทริปเลยทีเดียว บรรยากาศภายนอกสวยตามธรรมชาติแบบโบราณและเราก็กดชัตเตอร์รัวๆอยู่เหมือนกัน แต่เหลือรอดมา 1 รูปถ้วน เพราะถ่ายจากมือถือ 😀

(รูปที่ปราสาทนิโจ ไปๆมาๆเหลือรอด 1 รูปถ้วน ฮึ่ย! เสียใจยิ่งนัก)

จำไม่ได้ว่า จากตรงนั้นเราหาทางนั่งรถเมล์ไปวัดน้ำใสได้ยังไง รู้แต่ว่าไปได้แบบชิลๆ 5555 คือรถที่เรานั่งไปน่ะ ผ่านจุดที่เดินขึ้นเขาไปที่วัดได้นั่นแหละ แต่เป็นเราเองที่กลัวจะนั่งเลยป้าย เลยชิงลงก่อนจะถึง และพบว่าลงเร็วไปเยอะหน่อย เลยต้องเดินอีก 2 ป้ายรถเมล์ โอ๊ย บ้าบอที่สุด! แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะในที่สุดเราก็ดั้นด้นเดินขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงตัววัด เพื่อจะพบว่า "ปิดซ่อมบำรุง" โอ้มายก้อด! นั่งรถกลับมาที่กิออนอีกรอบ คราวนี้ไม่หลงแล้วจ้าาาา - เราแวะกินข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง จำชื่อร้านไม่ได้แต่เป็นสไตล์ญี่ปุ่นผสมตะวันตก รสชาดอาหารถือว่าดีมากและราคาก็พอรับได้ นั่งกินดื่มจนอิ่มแปล้ก็ออกมาเดินลุยกิออนกันต่อ เราเดินทะลุแทบจะทุกซอยในย่านนี้ สุดท้ายก็ไปได้รองเท้าวิ่ง 2 คู่ จากร้าน ABC ... แปลกแต่จริง ราคาเท่ากันกับร้านที่ Osaka น่ะแหละ ทำไมต้องมาซื้อที่นี่กันนะ? ตะวันคล้อยต่ำ เราเดินมาขึ้นรถไฟกลับโอซาก้าที่สถานีเดิม อ้อ ลืมบอกว่า ค่ารถเมล์และรถไฟทุกสาย เราจ่ายด้วยบัตรคันไซ ทรู พาส ทั้งหมดค่ะ

**จบการเดินทางที่เกียวโต ทำได้ตามเป้าแม้จะทุกลักทุเล แต่สนุกดี ไม่เหนื่อยเลยจริงๆค้าบ**

"โอซาก้า"

คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายของทริปนี้ที่โอซาก้า ไม่อยากจะเชื่อว่าการอยู่ที่นี่แค่ 2 คืน จะทำให้เรารู้สึกผูกพันธ์กับมันยังไงไม่รู้ (คาดว่าเพราะมาเที่ยวไม่ใช่มาทำงาน) ไม่อยากจากไปเลยนะเอาจริง - นั่นแหละครับท่านผู้ชม อยู่ดีๆก็ emotional กันขึ้นมาซะงั้น คืนนี้เลยตั้งใจจะไปเดินเที่ยวแบบชิลๆ หาที่ๆคนไม่พลุกพล่าน นั่งดื่มด่ำกับอากาศเย็นๆตอนกลางคืน หาอะไรอร่อยๆกิน แล้วค่อยกลับห้องนอน;

**จบทริปนี้ที่โอซาก้าและเกียวโตแล้วเจ้าค่ะ**

"โตเกียว"

ช่วงสายวันต่อมา เราเดินทางจากโอซาก้าไปยังฟูจิซัง โดยรายละเอียดได้บรรยายไว้ในพาร์ทที่แล้ว แต่จะสรุปคร่าวๆตรงนี้ให้อีกทีนะคะ;

  • นั่งรถไฟจากนัมบะไป Shin-Osaka เพื่อต่อ Shinkansen ไปยัง Mishima (ค่ารถไฟชินคันเซน 9,000 เยน)
  • จากมิชิม่า นั่งรถบัสไปสถานีรถบัส Kawakuchiko (2,300 เยน)
  • รถมารับไปที่โรงแรม Mizno Hotel (3,300 บาท/คืน)
  • เจอฟูจิซังเต็มๆแบบไม่มีเมฆบัง แช่ออนเซ็น วันต่อมานั่งรถ+เดินเที่ยว ทั้งวัน
  • ขากลับ ให้รถโรงแรมมาส่งที่สถานีรถบัส Kawakuchiko เหมือนเดิม เพื่อต่อรถบัสไปโตเกียว

เราเดินทางจาก Kawakuchiko ไปยังโตเกียว โดยใช้บริการรถโดยสาร Highway Bus ซึ่งจะพาเราไปเดินทางไปถึง Shinjuku โดยค่าตั๋วโดยสารอยู่ที่ 1,750 เยน ใช้เวลาเดินทางเกือบๆ 2 ชั่วโมง รถก็เทียบท่าที่ Shinjuku Expressway Bus Terminal เราเหลือเวลาอีกประมาณ 5 ชั่วโมงก่อนถึงเวลาเช็คอินเพื่อขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯที่สนามบินฮาเนดะ - ตามที่แพลนกันไว้ก็คือ แฟนเราจะแวะไปทักทายและร่วมเทรนไอคิโด้ที่โดโจในย่าน Ikebukuro ตามที่เซนเซที่เมืองไทยได้แนะนำมา โดยระหว่างนั้นเราก็จะเที่ยวโตเกียวรอ

หลังจากแยกย้ายกัน เราก็ตัดสินใจไปเที่ยวที่โตเกียวทาวเวอร์ โดยนั่งรถไฟใต้ดิน Toei Line ที่ชินจูกุ ไปลงที่สถานี Daimond จากนั้นเดินต่ออีกหน่อยไปตามแผนที่ เดินไม่ไกลมากก็ถึงปากทางเข้าแล้ว เราเข้าบริเวณรอบๆตัวอาคาร เดินวนดูก่อนสักพักแล้วค่อยเข้าไปด้านใน ซึ่งมีร้านขายของฝาก ทั้งขนมและของที่ระลึกต่างๆอยู่หลายร้านเลยทีเดียว จากนั้นเอาจริงๆคือเราจำไม่ได้ว่าได้ซื้อตั๋วไหม (ที่ไม่แน่ใจเพราะเหมือนเดินไปขึ้นลิฟท์เลย แต่ไม่น่าเป็นไปได้ ก็คงต้องซื้อแหละแค่เบลอจนลืมเหตุการณ์นั้นไปดื้อๆ) แต่ราคาอยู่ที่ 900 เยน สำหรับการขึ้นไปชมวิวที่จุดชมวิวหลัก (main observatory);

(วิวของเมืองโตเกียวและ Tokyo Bay จากจุดชมวิวหลักของ Tokyo Tower)

(Mystery Ball ลูกเบสบอลลึกลับ ที่ถูกพบในเสาอากาศของ Tokyo Tower จนกลายเป็นอีกจุดขายหนึ่งของที่นี่)

(สนามกีฬาอเนกประสงค์ - มุมมองจากจุดชมวิวหลักของ Tokyo Tower)

เราใช้เวลาอยู่ที่โตเกียวทาวเวอร์กว่า 2 ชั่วโมง ใจจริงอยากนั่งรถไฟไป Tokyo Tree เหมือนกัน แต่นึกได้ว่าเหลือเวลาไม่มากและยังไม่ได้เที่ยวย่านชิบูย่าเลย จึงนั่งรถไฟกลับมาที่ชินจูกุและเริ่มออกเดินไปชิบูย่า จำได้ว่าเราเดินเข้าออกตามตรอกซอกซอย ผ่านแยกใหญ่น้อยและสัญญาณไฟจราจรไม่รู้กี่อัน แต่กลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลย แม้ปกติจะเป็นคนแข็งแรงอยู่แล้วแต่ก็ไม่นึกว่าจะเดินได้เยอะขนาดนี้ 5555 จนสมควรแก่เวลา เราก็นัดเจอกับแฟนที่เทรนไอคิโด้เสร็จแล้ว ที่ร้านอาหารร้านนึงในสถานีรถไฟ ก่อนจะนั่ง JR -Yamanote Line ไปลงสถานี Shinagawa แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟธรรมดา Keikyu Airport Line ไปลงที่ Haneda Airport International terminal เพื่อเตรียมเช็คอิน-ขึ้นเครื่อง Air Asia X กลับกรุงเทพฯ

"กลับแล้วนะคร้าบบบ"

สรุป

เป็นทริปที่สุดแสนจะประทับใจแม้อะไรๆจะดูรีบเร่งไปหน่อย แต่ก็สนุกสนานบริหารเอเนอร์จี้ทั้งสมองและสองเท้าที่ก้าวเดินได้มากเลยทีเดียว ช่วงเวลาแห่งความสุขและการพักผ่อนมันผ่านไปไวจริงๆ

ส่งท้าย

ช่วงนี้การท่องเที่ยวทั่วโลกคงจะซบเซาหน่อย เพราะพิษ Kovid-19 ซึ่งทั้งเมืองไทยและญี่ปุ่นก็เจอปัญหาไม่แพ้กัน ระหว่างนี้เราอยากให้ทุกคนรักษาสุขภาพ ถ้ายังไปไหนไม่ได้ก็ลองแวะอ่าน Blog หรือบทความท่องเที่ยว เก็บเกี่ยวความรู้และบ่มเพาะความอยากให้พร้อมไปก่อนก็ได้เนาะ ไว้เหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เราค่อยมาโบยบินไปด้วยกัน

ข้อมูลในหน้านี้อาจมีข้อมูลในวันที่เผยแพร่ แม้ว่าเราจะพยายามอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่อง แต่โปรดทราบว่าข้อมูลบางอย่างอาจไม่ได้รับการอัปเดต
RELATED POST
OhhoTrip_Odawara_Cover
blog ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

สัมผัสพลังธรรมชาติในวันฝนตกที่โอดาวาระ

โอดาวาระ ชื่อนี้อาจไม่คุ้นหูคนไทยนัก เพราะไม่ใช่จุดท่องเที่ยวยอดนิยม แ … 27/05/2024
คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ
blog ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

เที่ยวนารา ฤดูร้อน 2 วันหนึ่งคืน

เที่ยวนารา ฤดูร้อน 2 วันหนึ่งคืน โอ๊ะหา~ สวัสดีค่ะเพื่อนๆ และขอบคุณมาก … 31/12/2025
คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ
2 DAYS IN HIROSHIMA MIYAJIMA
blog ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

Hiroshima & Miyajima 2 วัน 1 คืน รีวิวเดียวจบ สำหรับคนงบน้อย : ผู้หญิงคนเดียวเที่ยวได้สบายๆ

หลายคนคงกังวลว่าเป็นผู้หญิงเที่ยวคนเดียวจะน่ากลัวไหม เราเองก็เคยคิดแบบ … 27/05/2024
คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ
kamikochicover
blog ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

เดินป่าชิวๆ ชมวิวธรรมชาติใน KAMIKOCHI PART 1

คอนนิจิวะ !! กลับมาพบกันอีกครั้งกับทริปเที่ยวสไตล์ชิว ๆ วันนี้เราจะพาเ … 28/05/2024
คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ
P1030642
blog ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

ขับรถเที่ยวคิวชูของเรา Kitsuki - Beppu - Takaghiho - Mt.Aso

โอไฮโยะ โกไซมัส สวัสดีตอนเช้าเพื่อนๆ ทุกคนครับ ผมชื่อฐาครับ กลับมาพบกั … 28/05/2024
คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ
คานาซาว่า (Kanazawa) image
blog ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

Kanazawa เมืองศิลปิน สวนเค็นโระคุเอ็น ปราสาทคาซานาว่า และคาเฟ่ย่านโอมิโช ที่มีอีกชื่อว่า 'ซีแอตเติ้ลเจแปน'

Kanazawa (คานาซาว่า) น่าจะเป็นเมืองใหญ่ลำดับต้นๆ ของญี่ปุ่นที่มีคนไปเย … 28/05/2024
คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ

ถ้าคุณชอบบทความนี้
กด "ถูกใจ" ด้วย!

กด “ถูกใจ” และรับข้อมูลล่าสุด!

OhHotrip.com icon
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.