blog ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

Kyushu Trip เกาะเล็กๆที่ไม่ไปไม่ได้แล้ว

Kyushu Trip เกาะเล็กๆที่ไม่ไปไม่ได้แล้ว

ผู้ร่วมเดินทาง

| คู่รัก/แฟน |

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อหนึ่งคน

| 35000 - 49999thb |

ระยะเวลาการเดินทาง

| 7 วัน |

ยานพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง

|

รถโดยสาร | 

เที่ยวแบบไหน

| ไปด้วยตนเอง |

ชื่อสถานที่หรือภูมิภาคที่ไป

  • kyushu
  • Fukuoka
  • oita
  • Nagasaki

สวัสดีครับ  แนะนำตัวก่อนเลยนะครับ  ชื่อฐาครับผม  จะบอกว่าตัวเองเป็นคนที่ชอบเที่ยวมาก  ปีหนึ่งต้องลางานไปเที่ยวต่างประเทศปีละอย่างน้อย 3 ทริป  จนจะโดนไล่ออกจากงานแล้ว  แต่จะทำยังไงได้ ใจมันรักนี่  5555  สำหรับประเทศที่ผมชอบไปมากที่สุดประเทศหนึ่งก็คือ ญี่ปุ่น ครับ  ไปมาแล้วมากกว่า 4 ครั้ง  และมีแพลนจะไปอีกในทุกๆ ปีครับ

              สำหรับครั้งนี้ผมจะมาเล่าประสบการณ์ในการไปเที่ยวภูมิภาค คิวชู  ครับ

             เวลาที่คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่น  คงไม่พ้นที่จะไปตามเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น โตเกียว  เกียวโต โอซากา ฮอกไกโด   แต่พอเราบอกเพื่อนว่าจะไปเที่ยวคิวชูอันเนื่องมาจากคุณแฟนซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นนั้นเบื่อไปเที่ยวเมืองใหญ่แล้ว เราจึงได้ตกลงปลงใจไปด้วย   ทุกคนต่างสงสัยว่ามันอยู่ที่ไหนนะ  มีอะไรเที่ยวบ้าง  เราไปทำความรู้จักคิวชูกันครับ

              เกาะคิวชู  ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศญี่ปุ่นและใหญ่เป็นอันดับที่สาม  สมัยก่อนเป็นเส้นทางสำคัญในการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ และเป็นภูมิภาคที่มีชื่อเสียงในด้านธรรมชาติที่สวยงาม  รวมถึงออนเซ็นและเรียวกังที่มีชื่อเสียงมากมาย

สำหรับแผนการเดินทางของเราเป็นดังนี้ครับ

วันที่ 1 Fukuoka Airport , Nokonoshima islandpark, Dazaifu, Yufuin ,Reimei Ryokan

วันที่ 2   Yufuin,Kokknoe Yume Bridge , Kitsuki Oita , Jigoku area Beppu ,Nishitetsu Hotel Beppu

วันที่ 3   Takaghiho Gorge Miyasaki , Isshingyou no Oozakura , Mt.Aso Kumamoto , Kurokawa Onsen Kumamoto

วันที่ 4  Kumamoto Castle ,Amakusa-shi,Shimabara Nagasaki , Nagasaki viewpoint

วันที่ 5 Nagasaki City , Meganebashi Brigde, China town , Nagasaki port , Huis ten Bosch

วันที่ 6 Fukuoka City , Back to SIN

สำหรับสถานที่ที่เราจะไปทั้งหมดใน Trip นี้เราได้ปักหมุดใน Google Map เรียบร้อยแล้ว จะได้ขับรถแล้วไม่หลงทาง

              เราเดินทางด้วยสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ โดยต้องไปต่อเครื่องที่สิงคโปร์อีกทีนึง  แต่ถ้าพูดถึงความสะดวกสบายและการบริการที่ได้รับ  ถือว่าคุ้มค่ามากครับ

              ก่อนอื่นเลยเราต้องไปรับรถเช่าก่อน  โดยก่อนที่เราจะขับรถในญี่ปุ่นได้เราต้องไปทำใบขับขี่สากลที่ขนส่งประจำจังหวัดก่อน  ค่าใช้จ่ายประมาณ 505 บาทครับ

สำหรับที่แรกที่เราไปคือ เกาะ Nokonoshima  โดยเราขับรถไปจอดที่ท่าเรือเพื่อนั่งเรือข้ามไปยังเกาะ Nokonoshima

 

จากนั้นขึ้นฝั่งแล้วนั่งรถต่ออีกนิดหน่อยก็จะเจอสวนดอกไม้ที่สวยงาม  ตอนเราไปเป็นช่วงเดือนเมษายนจึงได้เจอทั้ง Sakura และดอกไม้อื่นๆแบบนี้ครับ   จะบอกว่าท้องฟ้าสวย  อากาศดี  เหมาะแก่การไปเที่ยวพักผ่อนชมดอกไม้มากเลยครับ

ก่อนกลับก็แวะซดราเมงร้อนๆใต้ต้นซากุระ  บรรยากาศดีไปอีกแบบครับ

หลังจากนั้นเรากลับขึ้นฝั่งมาเที่ยวเมือง ดาไซฟุ  ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ อยู่ใกล้กับฟุกุโอกะ  ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาทีก็ถึงแล้วครับ  โดยที่ที่เราไปคือ  Starbucks สาขาที่ตกแต่งด้วยไม้เอามาเรียงไขว้กัน  สวยงามแปลกตาจากสาขาอื่นๆ  และไปไหว้พระขอพรที่ศาลเจ้าดาไซฟุ ซึ่งภายในประกอบด้วย ประตูโทริอิ  สระนำ้ที่ออกแบบมาเป็นตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าหัวใจ  รวมถึงมีสะพานแดงชื่อว่า Taikobashi  ที่ข้าม 3 ช่วงที่เค้าเชื่อว่าแบ่งเป็น อดีต ปัจจุบัน และอนาคตอีกด้วยครับ

ต่อจากนั้นเราขับรถต่อไปยังที่พักที่เมือง ยูฟูอิน  โดยเราจะพักที่เรียวกัง ชื่อว่า  Reimei  Ryokan ซึ่งระหว่างทางนั้นเราจะผ่านภูเขาที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ด้วย  โชคดีวันที่ไปอากาศแจ่มใส เห็นภูเขาเต็มตา  สวยงามมาก  (แต่เช้าวันรุ่งขึ้นหมอกบังหมดเลย อดเห็นวิวภูเข้าจากห้องพัก)

หลังจากนอนหลับสนิทเนื่องจากเหนื่อยจากการเดินทางมาทั้งวันแล้ว  เราก็ตื่นเช้ามาทานอาหารที่ห้องอาหารของโรงแรม  มีหลายอย่างมากซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่นของที่นี่  แต่ด้วยความหิวจึงได้ถ่ายมาแค่รูปเดียวเท่านั้น   T^T

วันที่ 2 เราไปเดินเล่นในตัวเมืองยูฟูอิน  เราคิดว่ายูฟูอินเป็นเมืองเล็กๆ  แต่มีความน่ารัก มีความธรรมชาติและเหมาะสมกับการเดินเที่ยวเป็นอย่างมาก  สองข้างทางเต็มไปด้วยของกิน ของซื้อของขาย  เป็นเมืองที่เราต้องกลับไปเยือนอีกครั้งอย่างแน่นอน

เช้านี้อากาศไม่ค่อยแจ่มใสเลย  อากาศหนาวมากและมีลูกเห็บตกเล็กน้อยด้วย  แต่เราก็สู้ตายที่จะเดินสำรวจเมืองเล็กๆแห่งนี้ เราออกมาเช้าจึงยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวออกมาเท่าไหร่

เดินเล่นมาเรื่อยๆจนถึง Yufuin Floral Village ด้านในจะมีร้านค้ามากขายที่ตกแต่งน่ารักเหมือนอยู่ในนิยายเลย

ระหว่างทางเราก็เดินกินมาตลอดทาง  ในที่สุดเราก็เดินมาถึงทะเลสาบ Kirinko ซึ่งถือว่าเป็น Hilight ของเมืองยูฟูอินเลยก็ได้  จะบอกว่าน้ำใสสะอาดมาก  มีปลาว่ายเต็มเลยและมีนกกาน้ำว่ายอยู่ด้วยครับ  บรรยากาศดีจริงๆ

จะบอกว่าถ้าโชคดีมาถึงที่นี่แต่เช้าและอุณหภูมิพอเหมาะ  เราจะได้เห็นทะเลหมอกปกคลุมเหนือทะเลสาบแห่งนี้ด้วยครับ   อยากรู้ว่าเป็นอย่างไงลอง Search ใน Google ดูได้เลยครับ  (เราอดเจออีกแล้ว  ต้องมาซ่อมคราวหน้า)

พอเดินทั่วเมืองแล้ว เราก็กลับมาที่รถเพื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่อไป  ระหว่างทางเราเห็นรถม้าให้บริการรอบเมืองเลย  ไว้วันหลังจะมานั่งนะ   ลาก่อน  Yufuin

*** กลับมาต่อกันนะครับ

หลังจากนั้นเราเดินทางต่อไปยังจังหวัดโออิตะ  โดยเราจะไปที่สะพานแขวนยูเมะ หรือ Kokone Yume Bridge  ซึ่งเป็นสะพานแขวนที่สูงถึง 777 เมตร  สร้างระหว่างหุบเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้มากที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น  มีภูมิทัศน์ที่สวยงามมากโดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ร่วง   ระหว่างทางเราจะได้พบน้ำตกขนาดใหญ่ 2 แห่ง  โดยมีข้อควรระวังคือไม่ควรข้ามในช่วงที่สภาพอากาศเลวร้าย  และเวลาเดินคือสะพานจะโคลงเคลงได้ตลอดเวลาที่ลมพัด  จะรู้สึกหวิวๆ  ระหว่างกลางสะพานจะมีลูกกรงซึ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษถ้าข้ามด้วยรองเท้าส้นสูง

ระหว่างที่เราเดินไปนั้นมีเด็กน้อยวิ่งเล่นบนสะพานกันอย่างไม่เกรงกลัว  เรารีบเกาะราวสะพานแล้วค่อยๆเดินเพราะสะพานมันสั่นมาก  จะกลับตัวก็ไม่ได้แล้วเพราะเราอยู่ตรงกลางพอดี 555   แต่วิวที่อยู่เบื้องล่างนั้นมันสวยมากจนเราลืมความกลัวนั้นไปเลย

ต่อจากนั้นเราขับรถไปยังเมือง Kisuki ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดโออิตะและยังไม่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวชาวไทยมากนัก  ที่นี่เป็นเมืองเก่าและมีบรรยากาศเหมาะกับการใส่ชุดกิโมโนหรือยูกะตะเดินเล่นรอบเมืองเป็นที่สุด   โดยเราได้เช่าชุดยูกะตะที่ร้าน วะระคุอัน  ในราคา 2,400 เยน   โดยมีคนช่วยใส่ให้ด้วย คุณแฟนเราเหมือนไม่ได้คุยภาษาญี่ปุ่นนาน  มาที่นี่คุยกับเจ้าของอย่างสนุกสนานประมาณครึ่งชั่วโมงได้  เราก็นั่งรอไปเถอะ 55  ฟังก็ไม่รู้เรื่อง   โดยเมืองนี้ถ้าใครใส่ชุดกิโมโนหรือยูกะตะ จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ปราสาท Kisuki หรือบ้านซามูไรโอฮาระเท

 ระหว่างทางก็จะเจอนักท่องเที่ยวใส่กิโมโนมากมายแบบนี้

ปราสาท  Kisuki  ใส่ยูกะตะมาสามารถเข้าชมด้านในได้ฟรี

หลังจากที่เราเดินเที่ยว  ถ่ายรูปกันมากมายแล้ว  เราก็เดินทางไปต่อยังบ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงของคิวชู  ซึ่งอยู่ที่เมืองเบปปุ  หรือที่เราเรียกว่าบ่อนรก (Jigoku) โดยจะมีด้วยกันทั้งสิ้น 8 บ่อ  ซึ่งแต่ละบ่อนั้นก็มีเอกลักษณ์ซึ่งแตกต่างกันไป โดยถ้าจะให้ดีควรจะไปให้ครบเลยเพราะอยู่ใกล้ๆกันสามารถเดินไปได้  โดยค่าเข้าชมคือ 400 เยนต่อบ่อ หรือถ้าซื้อบัตรเข้าชมทั้ง 8 บ่อจะอยู่ที่ 2,000 เยนครับ   แต่เนื่องจากเรามาถึงค่อนข้างเย็นแล้ว  จึงทำให้มีเวลาเข้าชมแค่ 2 บ่อ  โดยที่ที่เราไปได้แก่บ่อ Chinoike Jigoku  บ่อนี้พิเศษกว่าบ่ออื่นตรงนี้น้ำนั้นจะเป็นสีแดงเลือดซึ่งสีแดงนั้นเกิดจากสนิมเหล็กที่เจือปนอยู่ในน้ำ  อุณหภูมิของบ่อนี้อยู่ที่ประมาณ 78 องศาเซลเซียสครับ  ดูๆแล้วคล้ายๆกับภาพวาดกระทะทองแดงในนรกเลย

 ต่อไปๆกันที่บ่อที่ 2 นะครับ บ่อนี้มีชื่อว่า Umi Jigoku  ความหมายเป็นภาษาไทยคือ ทะเล  เนื่องจากบ่อนี้มีสีฟ้าที่มี โคบอลต์เป็นส่วนประกอบ  โดยมีความลึกประมาณ 200 เมตรและอุณหภูมิสูงถึง 98 องศาเซลเซียส

ควันลอยเยอะมากครับ

'

ข้างๆกันนั้นจะมีบ่อเล็กๆเป็นบ่อสีแดงซึ่งเต็มไปด้วยเหล็กและแมกนีเซียม

หลังจากนั้นก็ได้เวลากลับโรงแรมที่พักครับ  คืนนี้เราพักกันที่ Nishitetsu Hotel ครับ  ไม่มีรีวิวเพราะไม่ได้ถ่ายรูปมาเลย

เช้าวันที่ 3 วันนี้เรามีแพลนที่จะไปเที่ยว  Takaghiho Gorge ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดมิยาซากิครับ  ซึ่ง Takaghiho Gorge นั้นเป็นช่องเขาที่เกิดจากการไหลของลาวาที่เกิดการระเบิดจากเขา  Aso ซึ่งผนังข้างๆนั้นจะมีสีเทาดำและมีแม่น้ำ  Gokase ไหลผ่านตรงกลางด้วย ซึ่งสีของน้ำนั้นเป็นสีฟ้าอมเขียวซึ่งสวยงามมากครับ  กิจกรรมที่ห้ามพลาดเมื่อมาถึงที่นี่นั่นก็คือการเช่าเรือพายครับ ซึ่งค่าเช่าเรืออยู่ที่ 2,000  เยนต่อ 30  นาทีครับ  แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะพายเรือไม่เป็นครับ  เพราะมันจะไปตามทางของมันเอง พายไปเรื่อยๆก็จะได้เองครับ  555

มาแต่เช้า  เรือเลยไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่

มีน้องเป็ดมาว่ายน้ำเป็นเพื่อนด้วย

หลังจากที่พายเรือเสร็จแล้ว เราก็ออกเดินทางต่อไปยังภูเขาไฟ  Aso ครับ ซึ่งภูเขาไฟ  Aso นั้นตั้งอยู่ในจังหวัดคุมาโมโต้ และเป็นภูเขาไฟที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งและยังเป็นหนึ่งในภูเขาไปที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยภูเขาไฟแห่งนี้จะมีปล่องภูเขาไฟอยู่บนยอดเขาอยู่หลายปล่อง  โดยหนึ่งในนั้นคือปากปล่องภูเขาไฟ  Nakadake ซึ่งเราจะไปเที่ยวที่นั่น แต่พอไปถึงแล้วปรากฎว่าวันนั้นปิดให้ขึ้นไปเนื่องจากมีปริมาณก๊าซพิษออกมากจากปากปล่องมากเกินไปจนเกิดอันตราย   จึงอดขึ้นไปดูเลย  แต่ถึงอย่างนั้นบรรยากาศโดยรอบภูเขาไฟนั้นก็สวยงาม มีทุ่งกว้าง และมีม้ากับวัวอยู่ด้วยครับ  เหมาะกับการชมวิวเป็นที่สุด

พาหนะที่ใช้เดินทางตลอดทริปนี้ครับ

หลังจากที่เราพลาดการขึ้นไปชมปากปล่องภูเขาไฟแล้ว  เราจึงเดินทางไปยังที่ต่อไปคือการไปชมต้นซากุระที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น โดยเราเดินทางไปที่ Isshingyou no Oozakura  โดยซากุระต้นนี้มีอายุมากกว่า  400 ปี สูงประมาณ 14 เมตรครับ  เราจึงมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่ามาถึงแล้วจะได้เห็นซากุระที่สวยงามแบบในรูป  แต่พอมาถึงจริงๆแล้วปรากฎว่ามีแต่ก้านกับดอกตูมครับ   ยังไม่บานเลย  เจ้าหน้าที่ที่สวนบอกว่าปกติช่วงนี้ซากุระจะบานแล้ว  แต่ปีนี้อากาศหนาวยาวนานมาก  จึงทำให้ซากุระยังไม่บาน  เสียใจอีกแล้วเรา

มีแต่ก้านจริงๆ  T^T

ภาพวิวเขา  Aso จากสวน

หลังจากที่ผิดหวังเป็นครั้งที่ 2 แล้ว  เราก็เดินทางไปยังที่พักคืนนี้ของเรา  โดยเราจะเข้าพักที่ Kurokawa Onsen ซึ่ง Kurokawa Onsen นั้นเป็นเมืองออนเซ็นเล็กๆที่ตั้งอยู่ในจังหวัดคุมาโมโตะ  เป็นเมืองตากอากาศมาเป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้ว  รักษาธรรมชาติไว้ค่อนข้างดีมากและไม่มีการสร้างตึกสูงในบริเวณนี้  เมืองตั้งอยู่บนภูเขาและมีแม่น้ำไหลผ่าน  สำหรับการเดินทางมาที่นี่นั้นต้องมาทางรถยนต์หรือรถบัสเท่านั้น ไม่มีรถไฟผ่านครับ

ภาพนี้เป็นภาพโปรโมท Kurokawa Onsen ตามที่เห็นตามสื่อต่างๆ

ภายในห้องพักครับ บรรยากาศดีมาก  อากาศหนาวไปนิด

คืนนี้เราพักที่ Fumoto Ryokan ครับ

น้องปลาที่อยู่บริเวณหน้า Ryokan ครับ

ร้านขายขนมโดรายากิครับ  ซื้อมากินหลายกล่องเลย อร่อยดี

บ่อ Onsen Outdoor ครับ  อากาศหนาวๆเจอน้ำร้อนๆแล้วรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

นอกจากนี้แล้ว Ryokan นี้ยังมี Onsen  อีกหลายบ่อมาก  ไม่ว่าจะเป็น ด้านนอก ด้านใน แบบรวม หรือแบบส่วนตัว มีหมดครับ   เราลองทุกบ่อเลย 555

ภาพบรรยากาศตอนกลางคืนครับ   สวยงามมาก  ไว้มีโอกาสจะกลับไปอีกครับ  ^^

Fumoto Ryokan

ที่อยู่

Manganji 6697, คุโระกะวะ, มินะมิโอะงุนิ, ญี่ปุ่น, 869-2402

วิธีเดินทาง

นั่งรถบัสประมาณ 60 นาทีจากสถานี JR Aso

Check in/out

15.00 / 10.00

ราคา

บาท (ต่อคืน ต่อคน โดยประมาณ / ขึ้นอยู่กับเรทแลกเงิน และฤดูกาล)

โทรศัพท์

0967-44-0918


วันนี้พอแค่นี้ก่อน  ค่อยมาต่อที่เหลือวันหลังครับ

ข้อมูลในหน้านี้อาจมีข้อมูลในวันที่เผยแพร่ แม้ว่าเราจะพยายามอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่อง แต่โปรดทราบว่าข้อมูลบางอย่างอาจไม่ได้รับการอัปเดต
RELATED POST

ถ้าคุณชอบบทความนี้
กด "ถูกใจ" ด้วย!

กด “ถูกใจ” และรับข้อมูลล่าสุด!