<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ผู้ร่วมเขียน kwan - คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ %</title>
	<atom:link href="https://ohhotrip.com/travellers/skkwan/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://ohhotrip.com/travellers/skkwan/</link>
	<description>คู่มือเที่ยวญี่ปุ่น - OhHotrip.com</description>
	<lastBuildDate>Fri, 19 Nov 2021 07:18:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	

<image>
	<url>https://ohhotrip.com/wp-content/uploads/2018/08/cropped-ohhotrip-icon-150x150.png</url>
	<title>ผู้ร่วมเขียน kwan - คำแนะนำสไตล์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 100 แบบ %</title>
	<link>https://ohhotrip.com/travellers/skkwan/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ทานสตรอเบอร์รี่ไม่อั้นใน 30 นาทีที่ฟาร์มสตรอเบอร์รี่ในจิจิบุกันเถอะ</title>
		<link>https://ohhotrip.com/14919/</link>
					<comments>https://ohhotrip.com/14919/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[kwan]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 Mar 2021 03:39:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ที่กินในญี่ปุ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://ohhotrip.com/?p=14919</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีผลไม้มากมายหลากหลายชนิด ซึ่</p>
<p>โพสต์ %% POSTLINK %% แสดงครั้งแรกใน %% BLOGLINK %% แล้ว</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีผลไม้มากมายหลากหลายชนิด ซึ่งก็จะมีผลผลิตออกมาแตกต่างกันไปตามฤดูกาลต่างๆ โดยขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและอากาศของแต่ละพื้นที่ และในช่วงต้นปีตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนพฤษภาคม ก็เป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวสตอเบอร์รี่ ดังนั้นในวันนี้เราจึงอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกิจกรรมอย่างหนึ่งนั่นก็คือการเก็บสตอเบอร์รี่จากสวนแบบสดใหม่และทานได้แบบไม่อั้นในระยะเวลา 30 นาที ซึ่งฟาร์มที่เราจะแนะนำในวันนี้ตั้งอยู่ที่เมืองจิจิบุ จังหวัดไซตะมะ สำหรับใครที่ชอบทานสตอเบอร์รี่ห้ามพลาดเป็นอันขาดมาติดตามชมกันได้เลยค่ะ</p>
<img decoding="async" class="aligncenter" src="https://ohhotrip.com/wp-content/uploads/2021/03/152382943_10220755845338991_8081352299939427873_o-768x576.jpg" alt="152382943_10220755845338991_8081352299939427873_o" />
<p>จิจิบุ (Chichibu) ตั้งอยู่ทางตะวันออกของจังหวัดไซตะมะ ประเทศญี่ปุ่น สถานที่แห่งนี้อุดมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามและประวัติศาสตร์ที่น่าค้นหามากมาย ซึ่งการเดินทางนั้นก็มีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นโดยรถไฟซึ่งจะเริ่มเดินทางจากสถานี Seibu-Ikebukuro ไปลงที่ปลายทางที่สถานี Seibu Chichibu โดยจะใช้ระยะเวลาในการเดินทางโดยประมาณ 1 ชั่วโมง 50 นาทีในราคา 780 เยน หรือเปลี่ยนเป็นแบบ Limited express ซึ่งจะใช้เวลาน้อยกว่าเหลือเพียงแค่ 1 ชั่วโมง 18 นาที แต่ราคาจะเพิ่มเป็น 1,480 เยนก็ได้เช่นกัน หรืออีกทางหนึ่งคือโดยรถยนต์ส่วนตัวซึ่งจะใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 55 นาทีโดยประมาณ</p>
<img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter" src="https://ohhotrip.com/wp-content/uploads/2021/03/150229105_10220755842818928_2012068309146849953_o-768x1092.jpg" alt="" width="500" height="711" />
<p>นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามและประวัติศาสตร์ที่น่าค้นหามากมายแล้วจิจิบุยังเป็นแหล่งที่รวบรวมฟาร์มสตรอเบอรี่ที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นนานาสายพันธุ์เอาไว้อีกด้วย ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำฟาร์มสตรอเบอรี่แห่งนึงซึ่งเราได้ไปเยือนมาเมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาค่ะ โดยฟาร์มแห่งนี้มีชื่อว่า จิจิบุฟรุ้ตฟาร์ม (ภาษาอังกฤษ : Chichibu fruit farm หรือ ภาษาญี่ปุ่น : 秩父フリッツファーム) เป็นฟาร์มสตอเบอร์รี่ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไปสามารถเข้ามาทานสตอเบอร์รี่ได้อย่างไม่จำกัดภายในเวลา 30 นาที โดยมีข้อจำกัดคือไม่สามารถนำกลับบ้านได้ ดังนั้นจะต้องทานให้หมดภายในระยะเวลา 30 นาที</p>
<p>ขั้นตอนแรก เราจะต้องจอง เพื่อที่จะเข้ามาทาน สตอ เบอร์รี่ ก่อนล่วงหน้า โดยครั้งนี้เราได้จองผ่านทางเว็บไซต์ ที่มีชื่อว่า www.jaran.net โดยจะต้องระบุจำนวนคน รอบเวลาที่ต้องการทาน  และวันที่จะเข้าไปทานสตอเบอร์รี่ สาเหตุที่จะต้องจองล่วงหน้าเป็นเพราะทางฟาร์มแต่ละฟาร์มจะกำหนดจำนวนผู้เข้าแต่ละรอบเอาไว้ พอถึงวันที่จองไว้เราก็สามารถเดินทางไปยังฟาร์มได้เลย จากนั้นเมื่อถึงฟาร์ม ก็ติดต่อที่เคาน์เตอร์เพื่อชำระเงิน จริงๆ แล้วเราสามารถชำระล่วงหน้าตอนที่จองทางอินเตอร์เน็ตโดยตัดผ่านบัตรเครดิต หรือเลือกที่จะมาจ่ายที่ฟาร์มเลยก็ได้ จากนั้นเมื่อชำระเงินเสร็จแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ก็จะชี้แจงรายละเอียดรวมทั้งแจกอุปกรณ์ในการทาน โดยฟาร์มที่เราไปนั้นเค้ามีแจก face shield และถ้วยสำหรับใส่สตอเบอร์รี่มาให้และพาไปยังฟาร์มที่เราสามารถทานสตอเบอร์รี่ได้ เมื่อถึงที่ฟาร์มจะมีเจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งคอยอธิบายขั้นตอนในการเก็บและเลือกสตอเบอร์รี่ รวมทั้งข้อจำกัดต่างๆ</p>
<img decoding="async" class="aligncenter" src="https://ohhotrip.com/wp-content/uploads/2021/03/153181800_10220755843218938_175011578866631014_o-768x1046.jpg" alt="" width="500" height="681" />
<p>สำหรับที่ญี่ปุ่นแล้ว คนญี่ปุ่นส่วนมากมักจะทานสตอเบอร์รี่กับนมข้นหวาน ทางฟาร์มจึงมีขายนมข้นหวานด้วยเช่นกัน แต่เราสามารถนำมาจากที่บ้านได้เลยไม่ได้ซื้อกับทางฟาร์ม อีกทั้งทางเจ้าหน้าที่ก็ให้นำสัมภาระที่ติดตัวมา รวมทั้งกระเป๋าต่างๆ ใส่เข้าไปในล็อคเก้อเพื่ออำนวยความสะดวกในการทาน และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้นำสตอเบอร์รี่กลับบ้านโดยจะทำบุญกลายเป็นลักษณะคล้องมือให้ เมื่อเจ้าหน้าที่อธิบายเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่เราจะได้ทานสตอเบอร์รี่อย่างจุใจ ซึ่งสตอเบอร์รี่ของฟาร์มนี้เป็นสตอเบอร์รี่ลูกโต ฉ่ำน้ำ สีแดงสดให้เราได้เลือกทานมากมายหลายสายพันธุ์ไม่ว่าจะเป็นเบะนิฮปเปะ (Benihoppe) ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสตรอเบอร์รี่สายพันธุ์ที่มีรสชาติหวานที่สุดในญี่ปุ่น ยาโยอิฮิเมะ (Yayoihime) ขึ้นชื่อว่าเป็นสตอเบอร์รี่ ที่มีรสชาติเข้มข้น หวานและเปรี้ยวน้อยกว่าสายพันธุ์อื่นๆ โมอิคโคะ (Mouikko) มีความหมายว่า”อีกชิ้นหนึ่ง” ซึ่งแสดงออกถึงความอร่อยจนต้องขอเพิ่ม มีรสชาติหวาน เปรี้ยว ฉ่ำน้ำและมีผลค่อนข้างกลมรวมทั้งสตรอเบอร์รี่สายพันธุ์อื่นๆ อีกมากมาย</p>
<img decoding="async" class="aligncenter" src="https://ohhotrip.com/wp-content/uploads/2021/03/153477508_10220755844618973_1964065639397060174_o-768x890.jpg" alt="" width="500" height="580" />
<p>ซึ่งวิธีการทำสตอเบอร์รี่ให้อร่อยยิ่งขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ได้แนะนำว่าให้ถ่านจากสวนก้นบริเวณสีขาวก่อนแล้วไล่ไปยังปลายสุด เพราะส่วนที่หวานที่สุดของสตรอเบอร์รี่นั้นอยู่ตรงปลายนั่นเอง อีกอย่างข้อดีของฟาร์มนี้ก็คือทางฟาร์มปลูกสตรอเบอร์รี่ในระดับที่เราสามารถยืนทานได้สะดวกไม่จำเป็นต้องนั่งลงไปเพื่อเก็บสตรอเบอร์รี่ เพราะบางที่จะปลูกสตอเบอร์รี่ระดับเดียวกันกับพื้นทำให้เราต้องนั่งก้มลงไปเพื่อที่จะเก็บสตอเบอร์รี่นั่นเอง และเมื่อครบกำหนดเวลา 30 นาที เราก็จะต้องนำเศษขยะต่างๆ ไปทิ้งตามจุดที่เขาจัดไว้ให้เรียบร้อยก็เป็นอันเสร็จสิ้นค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับฟาร์มเก็บสตอเบอร์รี่ที่เรานำมาแนะนำในวันนี้ สำหรับใครที่ชอบทางสตอเบอร์รี่และมีแพลนว่าจะมาเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงนี้อย่าลืมมาทานสตอเบอร์รี่กันนะคะ</p>
<hr />
<p><strong>[ข้อมูลฟาร์ม Chichibu fruit farm 秩父フリッツファーム]</strong></p>
<p><strong>ที่อยู่ร้าน :</strong> 877-1 Shimokagemori, Chichibu, Saitama 369-1871<br />
<strong><span class="GRkHZd w8qArf">โทร : </span></strong><span class="LrzXr zdqRlf kno-fv"><span role="link" aria-label="Call phone number 0494-23-2711">0494-23-2711</span></span><br />
<strong>เวลาทำการ :</strong> 09:30-16:00 (รอบสุดท้าย 15:30)<br />
<strong>เว็บไซต์ :</strong> <a href="http://www.fruit-farm.jp/" target="””_blank””" rel="””noopener” noopener">http://www.fruit-farm.jp/</a><br />
<strong>งบประมาณ :</strong> 1,800 เยน (30 นาที)</p>
<p>โพสต์ %% POSTLINK %% แสดงครั้งแรกใน %% BLOGLINK %% แล้ว</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ohhotrip.com/14919/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฮาโกเน่ 1 วันก็เที่ยวได้</title>
		<link>https://ohhotrip.com/14932/</link>
					<comments>https://ohhotrip.com/14932/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[kwan]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Mar 2021 06:23:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ที่เที่ยวในญี่ปุ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://ohhotrip.com/?p=14932</guid>

					<description><![CDATA[<p>สวัสดีค่ะเพื่อนๆ กลับมาพบกันอีกแล้วนะคะ วันนี้เราจะมาแน</p>
<p>โพสต์ %% POSTLINK %% แสดงครั้งแรกใน %% BLOGLINK %% แล้ว</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สวัสดีค่ะเพื่อนๆ กลับมาพบกันอีกแล้วนะคะ วันนี้เราจะมาแนะนำเพื่อนๆ เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่นสุดฮิตอีกแห่งนึงที่เพื่อนๆ ไม่ควรพลาดหากได้มาเยือนที่ประเทศญี่ปุ่น นั่นก็คือฮาโกเน่นั่นเองค่ะ ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักเมืองฮาโกเน่กันแบบคร่าวๆ กันก่อนนะคะ ฮาโกเนะ (ญี่ปุ่น: 箱根) เป็นเมืองหนึ่งในอำเภออาชิงาราชิโมะ จังหวัดคานางาวะ ประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาฮาโกเนะด้านตะวันออกนอกจากนี้ฮาโกเนะได้รับการกำหนดให้เป็นอุทยานธรณีแห่งชาติญี่ปุ่นและได้รับการยกย่องให้เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว โดยสามารถเดินทางมาจากโตเกียวและกลับได้ภายในระยะเวลาหนึ่งวัน นอกจากน้ำพุร้อน พิพิธภัณฑ์ และกิจกรรมนันทนาการอื่น ๆ แล้ว ฮาโกเนะยังเป็นที่รู้จักในเรื่องของทิวทัศน์ตลอดทั้งสี่ฤดูกาลอีกด้วยค่ะ ซึ่งบล้อกในวันนี่จะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเด็ดๆ ที่เพื่อนสามารถเที่ยวฮาโกเน่ได้ในระยะเพียงแค่ 1 วันแบบไปเช้าเย็นกลับ พร้อมแล้วไปติดตามกันได้เลย</p>
<img decoding="async" class="aligncenter" src="https://ohhotrip.com/wp-content/uploads/2021/03/IMG_1438.jpg" alt="" />
<p>สำหรับสถานที่แรกที่ใครมาฮาโกเน่แล้วจะต้องไปกันทุกคนนั่นก็คือโอวาคุดานิ (Owakudani) หรือหุบเขานรกนั่นเองค่ะ ชื่ออาจจะฟังดูน่ากลัวไปหน่อยแต่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดค่ะ  โอวาคุดานิ (Owakudani) เป็นแหล่งชมวิวขึ้นชื่อเปรียบเสมือนตัวแทนของฮาโกเน่ ณ สถานที่แห่งนี้เราสามารถชมปล่องภูเขาไฟที่ยังคงปะทุอยู่ได้อย่างใกล้ชิด น่าตื่นเต้นใช่มั๊ยล่ะคะ ซึ่งสถานแห่งนี้เกิดขึ้นจากการระเบิดของไอน้ำเมื่อราวๆ 3,000 ปีก่อน และเนื่องจากบริเวณโดยรอบยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นกำมะถัน บวกกับยังมีทัศนียภาพที่ปกคลุมไปด้วยควันสีขาวมากมายมองดูแล้วเป็นเอกลักษณ์ ที่นี่จึงถูกคนญี่ปุ่นเรียกกันว่า “จิโกกุดานิ หรือหุบเขานรกนั่นเองค่ะ” ของขึ้นชื่อของที่นี่ คือ “ไข่ดำ” ที่เปลือกไข่ถูกย้อมไปด้วยสีดำสนิทจากการนำไปต้มในบ่อน้ำร้อนของที่นี่ซึ่งทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างความร้อนใต้พื้นดินและก๊าซภูเขาไฟ ซึ่งการจะเดินทางมาที่นี่นั้นเราสามารถเดินทางมาด้วยการนั่งกระเช้าลอยฟ้าเพื่อชมบรรยากาศของภูเขาไฟฟูจิและฮาโกเน่แบบ 360 องศาได้</p>
<img decoding="async" class="aligncenter" src="https://ohhotrip.com/wp-content/uploads/2021/03/IMG_1426.jpg" alt="" width="400" />
<p><strong>        วีธีการเดินทาง</strong> จากสถานีฮาโกเน่ยุโมโตะ (Hakone-Yumoto) นั่งรถไฟสายฮาโกเน่โทซังไปลงที่สถานีโกระ (Gora ประมาณ 40 นาที) แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถรางสายฮาโกเน่โทซังไปลงที่สถานีโซอุนซัน (Sounzan ประมาณ 10 นาที) หลังจากนั้นขึ้นกระเช้าลอยฟ้าสายฮาโกเน่มาลงที่สถานีโอวากุดานิ (Owakudani ประมาณ 10 นาที)</p>
<img decoding="async" class="aligncenter" src="https://ohhotrip.com/wp-content/uploads/2021/03/IMG_1474-768x575.jpg" alt="" width="400" />
<p>สำหรับสถานที่ถัดไป เราจะไปล่องเรือโจรสลัดชมวิวทะเลสาปอะชิกันค่ะ ซึ่งทะเลสาบอาชิเป็นทะเลสาบปากปล่องภูเขาไฟฟูจิที่มีทิวทัศน์สวยงามและมีชื่อเสียงทั้งการล่องเรือเพื่อชมทัศนียภาพ และการเล่นกีฬาทางน้ำอย่างการพายเรือคายัค ซึ่งไฮไลท์ของการล่องเรือที่ทะเลสาบแห่งนี้คือเราจะสามารถที่จะมองเห็นวิวของภูเขาไฟฟูจิที่ทับซ้อนกับภูเขาไฟฮาโกเน่ได้อย่างชัดเจน แต่จะต้องเป็นวันที่วันที่ฟ้าเปิด สภาพอากาศดีและฟ้าโปร่งเท่านั้นค่ะ ซึ่งการล่องเรือจะใช้ระยะเวลาประมาณ 40 นาที โดยค่าโดยสารจะอยู่ที่ 970 เยน</p>
<img decoding="async" class="aligncenter" src="https://ohhotrip.com/wp-content/uploads/2021/03/IMG_8246.jpg" alt="" />
<p>เมื่อล่องเรือมาลงอีกฟากแล้วบริเวณใกล้เคียงก็มีศาลเจ้าศักดิ์สิทธ์ที่มีชื่อเสียงมากในญี่ปุ่นให้ผู้ที่เดินทางผ่านไปมาได้มากราบไหว้สักการะบูชา นั่นก็คือศาลเจ้าฮาโกเน่ค่ะ มาถึงตรงนี้แล้วขออนุญาตเล่าประวัติของศาลเจ้าแห่งนี้ให้ฟังกันคร่าวๆ นะคะ เนื่องจากศาลเจ้าฮาโกเน่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน ว่ากันว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 757 มีชื่อเสียงเนื่องจากเป็นที่นับถือบูชาของเหล่านักรบ นอกจากนี้เหล่านักเดินทางที่สัญจรไปมามักจะมาเยือนศาลเจ้าแห่งนี้เพื่อขอพรให้เดินทางปลอดภัย แม้กระทั่งในปัจจุบันก็ยังมีผู้คนมากมายจากหลายที่เดินทางมากราบไหว้สักการะกัน นอกจากนี้ไฮไลท์เด็ดของที่นี่ ที่คนมักมาถ่ายรูปกันก็คือเสาโทริอิแห่งสันติภาพ (Heiwa no Torii) ที่ตั้งอยู่ในน้ำริมทะเลสาบอาชิ (Lake Ashi) นั่นเอง ส่วนวีธีการเดินทางมาที่นี่นั้นหากไม่ได้นั่งเรือมาก็สามารถนั่งรถประจำทางมาได้เช่นกันโดยออกเดินทางจากสถานีฮาโกเน่ยุโมโตะ (Hakone-Yumoto) นั่งรถประจำทางสายฮาโกเน่โทซัง (สาย H หรือ K) ที่มุ่งหน้าไปยังโมโตะฮาโกเน่ / ฮาโกเน่มาจิ (Motohakone / Hakonemachi) มาลงป้าย ฮาโกเน่จินจะอิริกุจิ (Hakone-jinja-iriguchi ประมาณ 40 นาที) แล้วเดินต่ออีก 10 นาทีค่ะ</p>
<p>เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับสถานที่เที่ยวในฮาโกเน่ที่เรานำมาแนะนำเพื่อนๆ ในวันนี้ ที่ฮาโกเน่แห่งนี้นอกจากจะเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายแล้วยังมีธรรมชาติอันสวยงามและอุดมสมบูรณ์อีกมากมาย อีกทั้งเมืองนี้นอกจากจะขึ้นชื่อในเรื่องออนเซ็นแล้ว ฮาโกเน่เป็นเมืองที่ยังมีภูเขาไฟที่ยังไม่ปะทุหลงเหลืออยู่และที่สำคัญก็คือแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งของที่นี่สามารถชมวิวภูเขาไฟฟูจิได้นั่นเองจึงทำให้ที่นี่มักเป็นจุดแวะเที่ยวสำหรับคนที่จะชมภูเขาไฟฟูจิ เพื่อนๆ คนไหนได้มีโอกาสมาเที่ยวที่นี่แล้ว อย่าลืมเก็บสถานที่แห่งนี้ไว้ในลิสด้วยนะคะ สำหรับวันนี้ขอบพระคุณสำหรับการติดตาม แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้านะคะสวัสดีค่ะ</p>
<p>โพสต์ %% POSTLINK %% แสดงครั้งแรกใน %% BLOGLINK %% แล้ว</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ohhotrip.com/14932/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แหล่งชมซากุระสุดฮิตในโตเกียว</title>
		<link>https://ohhotrip.com/14943/</link>
					<comments>https://ohhotrip.com/14943/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[kwan]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Mar 2021 06:17:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ที่เที่ยวในญี่ปุ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://ohhotrip.com/?p=14943</guid>

					<description><![CDATA[<p>สวัสดีค่ะ กลับมาอีกครั้งกับบทความในวันนี้ ใกล้เข้ามาแล้</p>
<p>โพสต์ %% POSTLINK %% แสดงครั้งแรกใน %% BLOGLINK %% แล้ว</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สวัสดีค่ะ กลับมาอีกครั้งกับบทความในวันนี้ ใกล้เข้ามาแล้วกะบเทศกาลสุดฮิตของคนญี่ปุ่นและชาวต่างชาติอย่างเราๆ ที่เมื่อมาเยือนที่นี่ทั้งทีแล้วจะต้องห้ามพลาดเป็นอันขาด นั่นก็คือเทศกาลชมดอกซากุระ หรือ Hanami (ภาษาญี่ปุ่น : 花見) นั่นเองค่ะ จริงๆแล้วซากุระของญี่ปุ่นจะเริ่มบานในช่วงเวลาที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับภูมิภาคและสภาพอากาศของบริเวณนั้นๆ ค่ะ ซึ่งก็จะเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมเป็นต้นไป และเจ้าซากุระนี้เมื่อบานเต็มที่แล้วก็จะอยู่ให้เรายลโฉมอันงดงามได้ไม่นานเท่าไหร่นัก มักจะอยู่ที่ประมาณ 1-2 อาทิตย์เท่านั้นก็จะร่วงสู่พื้นดินแล้ว ดังนั้นใครมาญี่ปุ่นในช่วงนี้ต้องวางแผนดีๆ ประกอบกับดูพยากรณ์อากาศเพื่อที่จะได้ไม่พลาดมาชมซากุระกันนะคะ และวันนี้สิ่งที่เราอยากจะมาแนะนำให้กับเพื่อนๆ นั่นก็คืออันดับแหล่งชมซากุระสุดฮิตในโตเกียวนั่นเองค่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลามาดูกันเลยว่ามีที่ไหนบ้างจะได้เช็คไว้ในลิสสถานที่สำหรับชมซากุระกัน</p>
<h2>1. สวนสาธารณะแห่งชาติชินจูกุเกียวเอน, โตเกียว (Shinjyuku gyoen, Tokyo)</h2>
<img decoding="async" class="aligncenter" src="https://ohhotrip.com/wp-content/uploads/2021/03/shinjuku.jpg" alt="" />
<p>สวนสาธารณะแห่งนี้เป็นสวนสาธารณะที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียว ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟชินจุกุ ซึ่งเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิที่นี่กลายเป็นจุดชมซากุระในโตเกียวที่ได้รับความนิยมจากทั้งคนญี่ปุ่นและชาวต่างชาติมากที่สุด เพราะภายในสวนแห่งนี้มีต้นซากุระจำนวนมากกว่าพันต้น ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองใหญ่ภายนอก สวนสาธารณะแห่งนี้กลับเงียบสงบและเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจได้ดีทีเดียว ซึ่งซากุระของที่นี่จะเบ่งบานประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก่อนจะร่วงลงสู่พื้น</p>
<h2>2. สวนอุเอโนะ, โตเกียว (Ueno park, Tokyo)</h2>
<img decoding="async" class="aligncenter" src="https://ohhotrip.com/wp-content/uploads/2021/03/ueno-park-koen-tokyo-cherry-blossoms-hanami-sakura-header2-768x340.jpg" alt="" />
<p>สวนอุเอโนะเป็นหนึ่งในสวนสาธารณะยอดนิยมใจฮิตอีกที่หนึ่งเนื่องจากตั้งอยู่กลางโตเกียว ถูกห้อมล้อมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้า สวนสัตว์ หรือพิพิธภัณฑ์ เป็นต้น นอกจากนี้ ภายในสาธารณะแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยต้นซากุระมากกว่าพันต้น ที่ตั้งเรียงรายไผตามทางเดินทั้งสองฝั่งถนนที่ทอดยาวเข้าไปในสวน โดยทางสวนสาธารณะเองก็มีการจัดงานเทศกาลชมดอกซากุระ รวมไปถึงการเปิดไฟประดับสวยๆ ในยามค่ำคืนอีกด้วย ช่างแสนโรแมนติกเหมาะกับหนุ่มสาวมากันเป็นคู่จริงๆค่ะ</p>
<h2>3. สวนโยโยงิ, โตเกียว (Yoyogi park, Tokyo)</h2>
<img decoding="async" class="aligncenter" src="https://ohhotrip.com/wp-content/uploads/2021/03/unnamed-768x512.png" alt="" />
<p>สวนโยโยงิก็จัดว่าเป็นอีกหนึ่งสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางโตเกียวอีกแห่งหนึ่ง ที่ดึงดูดผู้คนเข้ามาไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือคนญี่ปุ่นเองซึ่งจะนิยมมาพักผ่อนหย่อนใจกันในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งภายในสวนแห้งนี้ก็มีต้นซากุระอยู่ประมาณ 600 กว่าต้น อีกทั้งมีมุมขายอาหารเอาไว้คอยบริการสำหรับผู้ที่มาเยือนสวนแห่งนี้อีกด้วย ช่างเหมาะกับคนที่มาเป็นครอบครัวและกับเพื่อนฝูงหรือจะเป็นคนรักก็เหมาะเช่นกัน</p>
<h2>4. แม่น้ำเมกุโระ, โตเกียว (Meguro river, Tokyo)</h2>
<img decoding="async" class="aligncenter" src="https://ohhotrip.com/wp-content/uploads/2021/03/meguro-river-during-cherry-blossom-time-tokyo-japan-asia-RHPLF06222-768x512.jpg" alt="" />
<p>บริเวณสะพานแม่น้ำเมกุโระเป็นหนึ่งในจุดชมซากุระของโตเกียวยอดฮิตที่ได้รับความนิยมมาตลอดกาลจากทั้งชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างเราๆ ซึ่งหลายๆ คนอาจจะได้เคยเห็นรูปถ่ายที่ถ่ายจากบริเวณนี้ในสื่อโฆษณา นิตยสารต่างๆ มากมาย ซึ่งที่นี่ต้นซากุระกว่า 800 ต้น จะพากันเบ่งบานตลอดทั้ง 2 ฝากฝั่งของแม่น้ำดมกุโระ และบริเวณด้านข้างก็ยังมีทางเดินให้เราสามารถเดินชมวิวและถ่ายรูปเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นในตอนกลางคืนจะมีการจัดประดับไฟสวยๆ เพื่อชมซากุระในยามค่ำคืนซึ่งจะขอบอกว่าบรรยากาศนั้นนอกจากจะสวยงามแล้วยังโรแมนติกอีกมากๆ ใครที่มาเดินคนเดียวอาจจะเหงาได้เพราะเราจะเห็นคนญี่ปุ่นหนุ่มสาวออกมาเดินกันเป็นคู่ๆ มากมาย คิดแล้วก็อิจฉาจริงๆ</p>
<h2>5. สวนโคอิชิคาวะ คาราคุเอน, โตเกียว (Kourakuen park, Tokyo)</h2>
<img decoding="async" class="aligncenter" style="letter-spacing: 0.8px;" src="https://ohhotrip.com/wp-content/uploads/2021/03/3034_003_03-768x432.jpg" alt="" />
<p>สวนโคอิชิคาวะ คาราคุเอนเป็นอีกหนึ่งสวนสวยที่เก่าแก่และสวยงามที่สุดในญี่ปุ่น ถูกสร้างมาขึ้นมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ซึ่งภายใน สวนโคอิชิคาวะ คาราคุเอนแห่งนี้ ถูกออกแบบให้เหมือนกับธรรมชาติของญี่ปุ่นในยุคสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งด้วยหิน ต้นไม้ หรือบ่อน้ำแบบโบราณ ซึ่งพอถึงฤดูใบไม้ผลิ ช่วงเวลาที่ดอกซากุระเบ่งบานแน่นอนว่านอกจากความสวยของดอกซากุระแล้วบรรยากาศความสงบร่มรื่นและความเป็นเอกลักษณ์ของสวนแห่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่ิงเที่ยวให้มาเยือนเช่นกัน</p>
<p style="text-align: right;">CR.https://allabout-japan.com/</p>
<h2>6. สวนอิโนะคาชิระ, โตเกียว (Inokashira park, Tokyo)</h2>
<img decoding="async" class="aligncenter" src="https://ohhotrip.com/wp-content/uploads/2021/03/5c9d807cbc241_5c9d7f1ace7e1_2019700400-768x492.jpg" alt="" />
<p>สวนอิโนะคาชิระเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่และเป็นสวนสาธารณะที่เป็นที่นิยมของคนโตเกียวไม่เฉพาะฤดูใบไม้ผลิหน้าซากุระเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงฤดูกาลอื่นๆ อีกด้วย แต่ที่ฮิตที่สุดก็หนีไม่พ้นฤดูใบไม้ผลิหน้าซากุระ ที่ทั้งคนญี่ปุ่นในโตเกียวเองรวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมักจะนิยมมาที่นี่เพื่อเช่าเรือเป็ดถีบไปตามลำน้ำ เพื่อชมวิวธรรมชาติโดยรอบและถ่ายภาพซากุระที่ถูกปลูกขึ้นตามริมน้ำกว่าหลายร้อยต้น เราจะเห็นทั้งคู่รัก ครอบครัวพากันมาปิคนิก สังสรรค์กันมากมายในสวนแห่งนี้</p>
<p>เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับสวนสาธารณะที่ดรานำมาแนะนำเพื่อนๆ ในวันนี้บางท่านอาจจะเคยไปมาแล้ว แต่เรามั่นใจว่าท่านจะต้องอยากไปอีกแน่นอนเพราะความงามของเจ้าซากุระนี่แหละที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเราๆ และคนญี่ปุ่นให้ออกมายลโฉมของดอกซากุระกัน จะว่าไปแล้วก็ถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวนะคะ เพราะจะได้ใช้ดวลาอยู่กะบคนในครอบครัวได้มากขึ้น สุดท้ายนี้อย่าลืมนะคะใครที่มีแพลนจะมาญี่ปุ่นในช่วงนี้ควรต้องวางแผนดีๆ เพื่อที่จะได้ไม่พลาดมาชมซากุระกันค่ะ แล้วพบกันใหม่บทความหน้าสำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ</p>
<p>โพสต์ %% POSTLINK %% แสดงครั้งแรกใน %% BLOGLINK %% แล้ว</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ohhotrip.com/14943/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
